เที่ยว ‘หลวงพระบาง’ เมืองมรดกโลก 3 วัน 2 คืน

มิ้นท์เคยได้ยินคนพูดถึงชื่อหลวงพระบางมาหลายต่อหลายครั้ง ทุกคนจะพูดถึงเมืองนี้ว่าเป็น ‘เมืองเล็กๆ สบายๆ ไปพักผ่อนเปลี่ยนบรรยากาศ’ และปิดท้ายว่า‘อยากให้ลองไปดู’ ผ่านมาหลายปีมิ้นท์ออกไปตะลอนๆท่องโลกกว้าง นั่งเครื่องบินเป็นสิบๆชั่วโมงเพื่อไปแสวงหามุมใหม่ๆของโลกจนลืมชื่อหลวงพระบางไปเสียสนิท จนต้นปีนี้ วันที่เรารู้สึกเหนื่อยกับการออกเดินทางไกลไปผจญภัย เหนื่อยกับการทำงานทุกวัน รู้สึกว่าอยากออกเดินทางเพื่อพักผ่อนเปลี่ยนบรรยากาศ อยากจะพักให้เต็มที่เพื่อเติมพลัง (และกินให้เต็มพุง)และชื่อของหลวงพระบางก็กลับมาอีกครั้ง และการออกเดินทาง ‘ใกล้’ ไปที่หลวงพระบางเป็นเวลา 3 วัน 2 คืนก็เริ่มต้นขึ้น…


เมืองหลวงพระบาง


หลวงพระบางอยู่ทางตอนเหนือของประเทศลาวโดยมีแม่น้ำ 2 สายไหลผ่าน คือ แม่น้ำโขงและแม่น้ำคานขนาบอยู่สองฝั่ง ทำให้ไม่ว่าจะพักอยู่ที่มุมไหนของเมืองก็สามารถเดินไปนั่งเล่นรับลมสบายๆดูวิถีชีวิตริมน้ำของที่นี่ได้

นอกจากบรรยากาศริมน้ำแล้วตัวเมืองหลวงพระบางเองก็มีความสวยงามและมีเสน่ห์เพราะมีการผสมผสานของบ้านไม้พื้นบ้านของลาว วัด และเจดีย์ที่มีอยู่เต็มเมืองกับตึกแถวแบบฝรั่งเศสจากสมัยยุคล่าอาณานิคมจนได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโก(UNESCO)ให้หลวงพระบางเป็นเมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรมที่ยังมีลมหายใจ

เสน่ห์อีกอย่างที่น่าหลงใหลของเมืองเล็กๆกลางหุบเขาแห่งนี้ คือ รอยยิ้มของผู้คนและคำทักทายว่า ‘สบายดี’ ทำให้การเดินทางง่ายไปเสียหมด มาแล้วสบายใจและอุ่นใจด้วยเพราะผู้คนน่ารัก แถมเมืองยังพาเราย้อนไปในอดีต ไม่แปลกใจเลยทำไม่หลวงพระบางถึงเป็นที่ที่อนุรักษ์ไว้เป็นมรดกโลก

เอาล่ะ! ถ้าพร้อมจะเดินทางไปสัมผัสกับเสน่ห์ของเมืองหลวงพระบางแล้ว ก็ตามมานะคะ


ตามรอย ‘เที่ยว’ฉบับเมืองหลวงพระบาง


1.ปั่นจักรยานชมเมือง :

เมืองหลวงพระบางเป็นเมืองเล็กๆที่เต็มไปด้วยรายละเอียดที่สวยงาม ผสมผสานระหว่างบ้านไม้ยกสูงสีเข้มแบบลาวและตึกปูนสองชั้นสีสันสดใสสไตล์โคโลเนียล และยังมีวัดวาอารามเจดีย์สีทองอร่ามตั้งอยุ่มากมายที่ได้รับการรักษาไว้เป็นอย่างดี โดยด้านล่างของตึกแถวจะมีร้านขายของที่ระลึก ขายผ้าทอมือ และที่สำคัญคือร้านกาแฟทั้งแบบลาวแบบฝรั่งเรียงรายให้เลือกชิม นอกจากนั้นทั้งเช้าและเย็นจะมีตลาดที่คนพื้นที่ออกมาจับจ่ายซื้อของ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดในการชื่นชมรายละเอียดและสัมผัสบรรยากาศของเมืองได้ดีที่สุด คือ การปั่นจักรยาน ปั่นไปทางซ้ายก็เจอกับเส้นทางริมน้ำ ปั่นตรงกลางก็ได้ชมสถาปัตยกรรม พอปั่นไปทางขวาเดี๋ยวก็เจอเข้ากับแม่น้ำอีก อยากจะแวะตรงไหนก็แวะได้เลยเพราะที่นี่รถน้อย เหมาะกับการปั่นจักรยานสบายๆเป็นที่สุด

2.นั่งดูพระอาทิตย์ตกที่หลวงพระบาง :

จุดชมวิวพระอาทิตย์ตกที่นักท่องเที่ยวทุกคนจะไป คือ พระธาตุภูสี จากด้านบนจะมองเห็นทั้งแม่น้ำโขงและแม่น้ำคานสะท้อนแสงสุดท้ายระยิบระยับเป็นมุมมองแบบ 360 เพราะความสวยงามทำให้จุดนี้มีคนหนาแน่น ดังนั้นถ้าไม่ชอบคนเยอะๆก็เพียงแค่หาร้านอาหารที่ตั้งเรียงรายอยู่ริมแม่น้ำโขงนั่งดูเด็กๆวิ่งเล่นกระโดดน้ำ และนั่งมองเรือที่แล่นไปมาระหว่างสองฝั่งบนผืนน้ำที่สะท้อนกับแสงพระอาทิตย์ตกได้เช่นกัน

3.น้ำตกกวางสี :

การเดินทางไปน้ำตกแห่งนี้ใช้เวลาราว 1 ชั่วโมงผ่านถนนบ้างลาดยางบ้างลูกรัง สองข้างทางจะเป็นป่าสีเขียวแสนสดชื่น มีหมู่บ้านเล็กๆประปรายเท่านั้น เมื่อไปถึงแล้วก็จะเจอกับศูนย์อนุรักษ์หมีควาย มีหมีควายนอนน่ารักๆขี้เกียจๆอยู่หลายตัวทีเดียว หลังจากนั้นเมื่อเดินต่อเข้าไปได้พักเดียวก็จะเจอกับแอ่งน้ำสีฟ้าใสแจ๋วเป็นสัญญานบอกว่าเดินมาถึงน้ำตกกวางสีแล้วเรียบร้อย น้ำตกแห่งนี้แบ่งเป็นช่วงชั้นสะท้อนสีฟ้าเข้มบ้างอ่อนบ้าง บางชั้นเป็นแอ่งกว้างให้นักท่องเที่ยวกระโดดลงเล่นน้ำได้ เพียงแต่ว่าในช่วงฤดูหนาวน้ำจะเย็นจัดเลยเหลือผู้กล้าอยู่ไม่กี่คน เมื่อเดินไปจนสุดทางจะมีน้ำตกขนาดใหญ่ มีสะพานไม้ให้นักท่องเที่ยวเดินไปถ่ายรูปได้สบายๆ ด้วยความที่อยู่ไม่ห่างจากหลวงพระบางมากนัก น้ำตกแห่งนี้จึงเป็นที่นิยมอย่างมาก

4.ออกพบตก (Ock Pop tok) :

การทอผ้าเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับทุกบ้านของหลวงพระบาง จากการทอผ้าเพียงเพื่อใช้เอง ศูนย์หัตถกรรมผ้าทอ ‘ออกพบตก’ ที่เกิดจากการทำงานร่วมกันของหญิงสาวชาวอังกฤษและชาวลาวได้เข้ามาช่วยพัฒนาต่อยอดงานทอผ้าพื้นบ้านให้มีมูลค่ามากขึ้น ด้วยการพัฒนาผลิตภัณฑ์และพัฒนาศักยภาพของแม่บ้านเพื่อยกคุณภาพชีวิตและช่วยรักษาวัฒนธรรมการทอผ้าให้อยู่ต่อไปอย่างยั่งยืน

‘ออกพบตก’ ตั้งอยู่ไม่ไกลจากกลางเมืองหลวงพระบาง เมื่อเดินเข้าไปด้านในจะเห็นบ้านไม้หลายๆหลังกลางสวนที่ตั้งอยู่ริมน้ำบรรยากาศร่มรื่น บ้านแต่ละหลังจะแบ่งเป็นร้านอาหารและร้านกาแฟบรรยากาศดีและไม่พลุกพล่าน อีกหลังเป็นที่ตั้งกี่ทอผ้าหลายหลังที่ส่งเสียงตึกตักๆเป็นจังหวะตามการขยับเท้าและมือของผู้ทอ อีกหลังเป็นร้านขายผลิตภัณฑ์จากผ้าทอดีไซน์สวยๆ และสุดท้ายที่อยู่ลึกเข้าไปด้านในคือที่สำหรับให้คนนอกเข้ามาเรียนรู้การย้อมและการทออย่างจริงจัง


ตามรอย ‘กิน’ ฉบับเมืองหลวงพระบาง


1.ร้านกาแฟประชานิยม :

ไม่มีใครที่จะไม่รู้จักร้านอาหารเช้าแห่งนี้ที่อยู่คู่กับเมืองหลวงพระบางมากว่า 30 ปี เมนูที่เป็นที่นิยม คือ โจ๊กหมู ซึ่งพิเศษตรงที่ข้าวยังเป็นเม็ดๆเลยเหมือนเป็นโจ๊กกึ่งข้าวต้ม กาแฟลาวแท้ๆจากเมืองปาซองเข้มข้นที่ราดลงไปบนนมข้มหวานที่อยู่ก้นถ้วย ขนมคู่หรือปาท่องโก๋ ถ้าใครหิวก็สั่งบาแกตหรือขนมปังแบบฝรั่งเศสมาทานหรือจะกินไข่ลวกไข่ดาวก็มีทั้งนั้น

โต๊ะนั่งมี 2 แบบ ทั้งแบบริมน้ำหรือจะเป็นโต๊ะไม้ยาวหันหน้าเข้าหาพี่สมจิตร เจ้าของร้านรุ่นที่ 2 ที่ขมักเขม้นอยู่กับการชงกาแฟ โอวัลติน และตักโจ๊กหมูอย่างไม่หยุดมือ

2. ร้านเบเกอรี่ ณ หลวงพระบาง :

ที่หลวงพระบางจะมีร้านเบเกอรี่แบบตะวันตกอยู่หลายร้าน โดยร้านที่โด่งดังที่สุด คือ ร้านโจมา แต่ร้านอื่นในถนนสายหลักก็อร่อยไม่แพ้กัน เมนูแนะนำและชอบโดยส่วนตัว คือ คุ้กกี้ช็อคโกแลตชิพร้าน Joma Bekery Cafe และแดนิชที่ร้าน Zurich Bread Artisan Bakery บรรยากาศในร้านของทั้ง 2 ร้านไม่ต่างกันนัก คือ อยู่ในตึกแบบโคโลเนียล ตกแต่งโดยรักษากลิ่นอายของยุคก่อนเอาไว้ได้อย่างแยบยล จะไปนั่งจิบกาแฟอ่านหนังสือ หรือจะไปแวะพักช่วงบ่ายหลังจากทำกิจกรรมมาทั้งวันก็เหมาะไม่น้อย

3. แหนมข้าวที่ตลาดเช้า :

ตลาดเช้าของหลวงพระบางเป็นอีกแห่งที่อยากให้ไป ที่นี่จะมีขายผักผลไม้ สมุนไพร อาหารป่า และที่สำคัญ คือ มีอาหารเป็นซุ้มเล็กๆขายตลอดทาง แต่สิ่งที่อยากให้ลอง คือ แหนมข้าวหรือบ้านเราเรียกว่าข้าวเกรียบปากหม้อที่ทำกันสดๆ แป้งบางๆนุ่มๆร้อนๆกับไส้หมูหอมๆและน้ำจิ้มเผ็ดๆหวานๆที่รสชาติเข้ากันจนทำให้อยากกลับไปกินเสียตอนนี้ให้รู้แล้วรู้รอด นอกจากนั้นที่ตลาดเช้ายังมีเมนูขนมจีนที่ให้เลือกลองกันหลายร้าน จะมีทั้งแบบเส้นแบนและเส้นกลม น้ำราดก็มีทั้งแบบน้ำใสและน้ำข้นคล้ายๆน้ำเงี้ยว

4. ขนมเบื้องลาว :

ร้านขนมเบื้องลาวนี้ตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง เป็นขนมเบื้องแบบพิเศษที่ไม่เคยกินที่ไหนมาก่อน คุณลุงเจ้าของร้านจะตีไข่ 2 ฟอง ที่ผสมด้วยน้ำแป้งและขมิ้นเทลงไปบนกะทะเสียงดังฉ่า วนกะทะจนแป้งสีเหลืองแผ่เป็นแป้งบางและรอให้สุกจนทั่ว จากนั้นก็ใส่หมูยอ แหนม ผักชนิดต่างๆทั้งถั่วงอก ผักบุ้ง ผักน้ำหลังจากนั้นก็ราดน้ำมันที่ละน้อยลงไปให้แป้งสีเหลืองสุกกรอบ ห่อพอเป็นพิธีก็เป็นอันเรียบร้อย ขนมเบื้องลาวจะกินกับน้ำจิ้มซีอิ้วดำหรือขาว โดยจะมีพริกสด พริกแห้ง ถั่วลิสงบด และมะนาวสดให้เลือกปรุงตามชอบ

5. ตำบักหุ่งเจ๊ติ๋ม :

ร้านนี้ถือเป็นร้านที่โด่งดังที่สุดในหมู่นักท่องเที่ยว ตำบักหุ่งที่นี่จะพิเศษตรงที่มะละกอจะถูกฝานเป็นแผ่นยาวๆบางๆกินแล้วนุ่มๆไม่กรอบอย่างส้มตำบ้านเรา แต่สิ่งที่เป็นที่เด็ดที่อยากให้ลอง คือ คางหมูทอดที่เสิร์ฟมาเป็นชิ้นใหญ่ๆติดกระดูก โดยเฉพาะคนที่ชอบความมันยิ่งพลาดไม่ได้ กินไปเพลินๆ แป็บเดียว เอ้า! หมดจาาาาาน

6. เปิดประสบการณ์บุฟเฟ่ต์ในตลาดมืด:

บุฟเฟ่ที่ตลาดมืดเป็นที่นิยมมากในหมู่นักท่องเที่ยวแบบแบ็คแพ็คเกอร์เพราะราคาถูกและปริมาณเยอะ คนต่อแถวกันยาวเป็นหางว่าว 1ถ้วย ตักได้ 1 ครั้ง ตักอะไรก็ได้ พูนแค่ไหนก็ได้ในราคา 10,000-15,000 กีบ (40-60 บาท) ความพิเศษ คือ ถ้าใครอยากอุ่นอาหาร เขาก็จะเอาลงไปผัดรวมกันหมดทีเดียวให้ความรู้สึกเหมือนกับกินข้าวจากบาตรพระอย่างนั้น  ฝรั่งหลายคนที่คุยด้วยบอกว่ามาที่นี่ทุกวัน เพราะอร่อยดีและที่สำคัญ คือ ถูก หลังจากได้ลองกินแล้วก็ขอบอกว่าสำหรับตัวเองขอกินเอาประสบการณ์ครั้งเดียวก็เพียงพอ


การเดินทาง


สำหรับการเดินทางมาที่หลวงพระบาง Air Asia มีเที่ยวบินตรงกรุงเทพ-หลวงพระบางทุกวัน จากสนามบินดอนเมืองเพียงแค่ 1.20 ชั่วโมงก็ถึงหลวงพระบางแล้วค่ะ สำหรับการเดินทางจากสนามบินเข้าเมืองก็ใช้รถสาธารณะจากสนามบินเข้าเมืองได้ไม่ยาก แค่ 20 นาทีก็ถึง

ตอนนี้ทาง AirAsia มีแพ็กสุดคุ้ม (Value pack)  ที่ได้ทั้งน้ำหนักกระเป๋า 20 กิโล อาหารร้อนเสริฟบนเครื่อง เลือกที่นั่งมาตรฐานได้ด้วย ในราคาประหยัดกว่า ไปเมืองหลวงพระบา จ่ายเพิ่มแค่ 726 บาท จากราคาปกติ 807 บาท
สบายประเป๋าเพิ่มอีก กับโปรโมชันผ่อน 0% 3 เดือน

เอ้า! ใครอยากออกเดินทางไป ‘พักผ่อน’ ‘เปลี่ยนบรรยากาศ’ ‘คลายสมอง’ มาแล้วเย็นใจ สบายใจ ผู้คนน่ารัก ให้เสมือนเวลาหยุดช้าลง ทิ้งสมอง ปล่อยความคิดไปกับเมืองในอดีตที่ยังมีลมหายใจ เมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรมอย่างหลวงพระบางก็เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดอีกแห่งหนึ่งที่ห้ามพลาด ลองมาตามรอยมิ้นท์ดูนะคะ

*****************

Related Posts:

  • No Related Posts

One comment on “เที่ยว ‘หลวงพระบาง’ เมืองมรดกโลก 3 วัน 2 คืน

Leave a Comment

*