กระบี่ไม่ได้มีดีแค่ทะเล ณ เขาหงอนนาค

หนูมาคนเดียวค่ะก๊ะ ขี่มอเตอร์ไซค์ไม่เป็นด้วย เลยกะว่าจะโบกรถเอา ก๊ะรู้ไหมว่าหนูไปยืนโบกตรงไหนดี แล้วควรจะไปลงที่ไหน

วันแรกที่เดินทางไปถึงกระบี่ของฉันหมดไปกับการหาวิธีไปที่เขาหงอนนาค ภูเขาที่ว่ากันว่าวิวข้างบนสวยนักสวยหนา ภูเขาที่ไม่มีรถสาธารณะรับส่งไปที่ตีนเขา หากจะไปต้องขับรถไปเอง ขี่มอเตอร์ไซค์ไปเอง ไม่ก็ต้องเหมารถไปซึ่งราคาค่อนข้างแพงเอาการ

“อย่าโบกรถเลย ผู้หญิงคนเดียวด้วย แถวนั้นมันเปลี่ยวอยู่นา ทำไมไม่ลองโทรหาเจ้าหน้าที่ที่ทับแขกล่ะ ให้เขามารับ มันน่าจะได้นะ” ก๊ะเจ้าของร้านอาหารที่อยู่ติดกับโฮสเทลที่พักแถวอ่าวนาง

ตอนนั้นฉันฟังเอาไว้เป็นทางเลือก แม้ในใจยังดึงดันเล็กน้อยเพราะคิดว่ามันน่าจะได้ น่าจะสนุก พอกลับมาถึงโฮสเทล เจ้าหน้าที่ก็บอกเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘ยาก กว่าจะโบกไปถึง ถ้าถึงน่ะนะกว่าจะได้ขึ้นคงเที่ยง’ ตอนนั้นเลยคิดว่าเอาวะ! ลองโทรถามเจ้าหน้าที่ป่าไม้ดูก็ได้ เผื่อพี่เขาจะมีวิธีที่ดีกว่า

หลังจากหาข้อมูลในอินเทอร์เน็ต โทรไปโทรมาถามไปถามมาก็ได้เบอร์คุณน้าสมพรหัวหน้าอุทยานทับแขกเขาหงอนนาคมาจนได้

“คุณน้าสมพรรึเปล่าคะ หนูจะขึ้นไปเขาหงอนนาคค่ะ” 
“เอ้อๆ มาๆ ยินดีต้อนรับ” เสียงผู้ชายวัยกลางคนตอบมาจากปลายสาย
“แต่หนูไม่รู้จะไปยังไงดี มันโบกรถไปได้ใช่ไหมคะ” ฉันถามเสียงลุ้น
“ไม่ๆ ขี่มอเตอร์ไซค์มาสิ” คุณน้าบอกเสียงสบายๆ
“ขี่ไม่เป็นค่ะ หนูว่าจะโบกรถไป คุณน้ามารับหนูซักจุดได้ไหมใกล้ๆแถวนั้น เดี๋ยวหนูโบกรถไปใกล้ๆ” ฉันถามต่อไป
“โบกรถมันยากนา ว่าแต่มากี่คนล่ะหนู” คุณน้าถามกลับเสียงดูครุ่นคิด
“คนเดียวค่ะน้า หนูต้องโบกไปตรงไหนดีคะ” ฉันยังยืนยันว่าจะโบกรถไป
“เอางี้! มาคนเดียวโบกรถไม่ดี เดี๋ยวไปรับที่ที่พัก พักอยู่ไหน”  

และนั่นก็คือวิธีการเดินทางไปที่เขาหงอนนาคของฉัน คุณน้าสมพรมารับที่ที่พักตอน 6 โมงครึ่ง โดยสุดท้ายฉันก็ไม่ได้ไปคนเดียวแต่หาเพื่อนร่วมทางเพิ่มมา 2 คน เป็นหนุ่มๆอเมริกันที่พักที่โฮสเทลเดียวกันชื่อเทย์เลอร์ และคิงส์ลี เพื่อมาแชร์ค่าน้ำมันที่เป็นสินน้ำใจให้คุณน้าเล็กๆน้อยๆ

พวกเราไปถึงจุดเริ่มต้นเดินราวๆเจ็ดโมงครึ่ง คุณน้าจัดแจงอธิบายเส้นทางให้ฟังอย่างกระฉับกระเฉง “ทางเดินขึ้นระยะทางประมาณ​ 4 กิโล มีชันๆอยู่ 3 จุดที่เหลือก็เดินสบายๆ ปกติเขาเดินขึ้นลงกัน 4 ชั่วโมง แต่ถ้าเป็นฝรั่งสูงๆแบบนี้นะ น้าว่าแป็บๆก็ถึงแล้ว สบายๆ ขอให้โชคดีนะ เดี๋ยวเจอกันข้างล่างจะพากลับไปส่ง”

DCIM100GOPROGOPR2508.

พวกเราบอกลาคุณน้าสมพรแล้วก็เริ่มต้นเดิน ช่วงแรกของเส้นทางไม่หนักหนาอะไรนัก เพราะเป็นทางเดินดินราบๆมีเนินบ้างนิดหน่อย และอากาศเวลา 7 โมงกว่าๆยังเย็นสบาย แถมสองข้างทางที่เป็นต้นไม้เขียวก็ช่วยบังแสงแดดได้อย่างดี พวกเราเดินไปคุยไม่นานก็มาถึงทางขึ้นเนินแรก เสียงพูดคุยหายไปแทนที่ด้วยเสียงลมหายใจหนักๆ  คิงส์ลี่คุณหมอชาวอเมริกันเริ่มเดินห่างคล้อยหลังห่างออกไปมาก ฉันเลยตะโกนถามว่า “โอเครึเปล่าาาาาา!”

“ผมสบายดี แต่กางเกงไม่ค่อยสบายกางเกงกัมพูชาตัวละ 50 บาทเป้าขาดแล้ว เดินก้าวยาวๆไม่ได้ พวกเธอนำไปเลย เดี๋ยวค่อยๆก้าวไป” เขาตะโกนกลับขึ้นมาทำเอาฉันกับเทย์เลอร์หัวเราะกันลั่น

DCIM100GOPROGOPR2518.

พวกเราเดินขึ้นเนินใหญ่ๆมาอีก 1 ที่ก็จะเจอจุดชมวิวเล็กๆให้พักหายใจฟังเสียงลม ก่อนที่จะเป็นทางลงเนินเล็กน้อยก่อนจะขึ้นอีกรอบเพื่อไปที่จุดชมวิวจุดหมายปลายทางของเช้าวันนี้

DCIM100GOPROGOPR2532.

หลังจาก 1 ชั่วโมงนิดๆในที่สุดพวกเราก็มาถึงจุดชมวิวเขาหงอนนาค ทุกคนสบายดี รวมถึงกางเกงของคิงส์ลีที่แม้บาดเจ็บ เป้าขาด ปลายขายางยืดไม่ยืดอีกต่อไปแต่อย่างน้อยก็ยังติดอยู่กับตัวละนะ

DCIM100GOPROGOPR2560.

พอได้เห็นวิวจากข้างบนแล้วก็รู้สึกคุ้มง่วง และหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง แนวภูเขาสีเขียวสลับซับซ้อนสุดลูกหูลูกตากระจายอยู่ทั่วบริเวณขนาบสองข้างด้วยสีฟ้าอมเขียวจากทะเลอันดามัน จากตรงยอดแม้แดดยามสายจะเริ่มร้อนแรงแต่ก็ได้ลมเย็นๆที่พัดมาจากทะเลช่วยคลายร้อน เราทั้ง 3 คนยืนสูดอากาศที่ไร้กลิ่นจนเต็มปอด

การเดินขึ้นยอดเขาก็น่าจะเหมือนการเดินทางของความรักดีๆนี่เอง แม้จะเหนื่อยบ้าง ต้องปรับตัวบ้างไปตลอดทาง แต่เมื่อถึงปลายทางแล้วคุ้ม มันช่างสวยงาม มันคือความสดชื่น เหมือนอากาศที่บริสุทธิ์ที่กำลังสูดเข้าเต็มปอดตอนนี้…

DCIM100GOPROGOPR2547.

DCIM100GOPROGOPR2566.

DCIM100GOPROGOPR2571.

เขาหงอนนาค II (1 of 1)

พวกเรา 3 คนนั่งพักกินขนม นอนเล่นนอนคุยกันอยู่เป็นชั่วโมงจนแดดเที่ยงเริ่มร้อนจนทนไม่ไหว จึงเดินกันลงมา ขาลงใช้เวลาไม่ถึงชั่วโมงก็ถึงที่ทำการทับแขก คุณน้าสมพรรออยู่พร้อมน้ำมะพร้าวเย็นๆ หลังจากนั่งพักอยู่ 15 นาทีก็ได้เวลาเดินทางกลับ

ระหว่างทางที่นั่งรถกลับฉันนั่งคุยกับคุณน้าสมพรในขณะที่สองหนุ่มนั่งกันเงียบๆ หน้าตาเหนื่อยล้าจากความร้อนยามเที่ยง คุณน้าสมพรเล่าเรื่องให้ฟังเยอะแยะ ทั้งเรื่องบุกรุกที่ดินของนายทุน การทวงคืนป่าที่ได้มากว่า 300 ไร่ ปัญหาและความสำเร็จในการรักษาป่าในช่วงปีที่ผ่านมา

“พวกเราหลายคนสนใจแต่จะโกยเงินกันตอนนี้ โดยไม่สนอนาคต สิ่งที่เสียไปแล้วกว่าจะฟื้นฟูกลับมาได้ใช้เวลาหลายชั่วอายุคน เพราะฉะนั้นทุกคนต้องช่วยกันอนุรักษณ์ อย่าไปเห็นแก่เงินมาก แต่ก็ยากหน่อย เพราะเงินมันคือสิ่งเสพติด อยากได้มากขึ้นๆ ไม่มีแล้วเหมือนจะขาดใจตาย พวกเราต้องทำตามคำสอนของในหลวงนะ พ่อเขาลูกจักลูกๆเป็นอย่างดี ว่าพวกเราเป็นอย่างไร เลยเอาเศรษฐกิจพอเพียงมาให้ มันได้ผลดีนา ตัวน้าเองทำตามที่พ่อสอนก็มีความสุขจะตาย”

จากการเดินทางเข้าป่ามาหลายทวีปทั่วโลก สิ่งที่ได้เรียนรู้ คือ คนที่อนุรักษ์ก็อนุรักษ์ด้วยความตั้งใจ คนทำลายก็ทำลายอย่างตั้งใจ ตอนนี้คนทำลายมีมากกว่าคนอนุรักษ์ โลกของเราเลยฟื้นฟูไม่ทัน แต่ถ้าวันนึงคนอนุรักษ์มีมากกว่าคนทำลายล่ะ

แล้วตอนนี้เราอยู่ฝั่งไหน? น่าคิดเหมือนกันนะ


การเดินทาง


  • สำหรับคนที่มีรถยนต์ หรือขี่มอเตอร์ไซค์เป็นก็ถามชาวบ้านแล้วไปได้เลย คนในกระบี่รู้ทางไปเขาหงอนนาคทั้งนั้น
  • สำหรับคนไม่มีรถยนต์มีให้เลือก 3 ทาง คือ

เหมารถ – ราคาค่อนข้างสูง ต่ำๆไปกลับก็ 1 พันบาท

โบกรถ – ค่อนข้างซับซ้อน ใช้เวลาเยอะ แต่ก็พอทำได้นะ สำหรับผู้หญิงคนเดียวชาวบ้านจะส่ายหัวไม่แนะนำ เพราะทางไปค่อนข้างเปลี่ยว แต่ถ้ามาหลายคนก็น่าจะทำได้

ขอความกรุณาจากเจ้าหน้าที่ป่าไม้ – โดยให้โทรหาคุณน้าสมพร 061-261-5278 แล้วถามดูว่าคุณน้าว่างแวะมารับไหม ส่วนใหญ่ต้องเป็นเช้ามืดเลย และต้องมีน้ำใจช่วยค่าน้ำมันคุณน้าหน่อยนะคะ

*************

Related Posts:

6 comments on “กระบี่ไม่ได้มีดีแค่ทะเล ณ เขาหงอนนาค

  1. สวยจังค่ะ ดูรูปแล้วเข้าใจว่าทำไมชาวบ้านถึงเรียกเขาหงอนนาค ดูเหมือนจะเป็นภูเขาหินปูน ขอบใจที่เอารูปและเรื่องราวดีๆมาฝากค่ะ

  2. รักพี่มิ้นนนน
    ชอบการเดินทางของพี่มิ้น หนูอยากตามพี่มิ้นไปทุกที่เลย หนูก็เที่ยว เดินทางคนเดียวแบบพี่มิ้นเลยยย มีพี่มิ้นไปไอดอล อิอิ
    มาเชียงใหม่ หรือขึ้นเหนือเมื่อไหร่บอกน้าา หนูขอติดตาม ขอไปด้วยคนนะคะ ^__^

  3. เราว่า เราอยู่กลางๆนะ คือไม่ทำลายแบบซึ่งๆหน้า แต่ก็ไม่ได้อนุรักษ์แบบบ้าคลั่ง
    ขอบคุณสำหรับบทความดีดีอีกครั้งจ้า ^^

  4. ขอบคุณครับที่รักในการเดินทาง ขอบคุณครับที่รักในธรรมชาติ ขอบคุณครับที่เล่าเรื่องราวที่หลายๆคนอยากจับต้อง แต่ยากที่มีโอกาสได้สัมผัส รอยยิ้มของคุณสวยงามไม่แพ้รอยยิ้มของธรรมชาติ

  5. ป่า/ต้นไม้ ใช้เวลานานกว่าจะโตใหญ่ ทำลายป่าใช้เวลาแป๊บเดียวรถแทรดเตอร์คันเดียว รอเพิ่มจำนวนคนอนุรักษ์ไม่ทันหรอกค่ะ พอดีป่าหมดกัน ต้องใช้กฎหมายควบคุมและบังคับใช้อย่างจริงจัง ไม่ไว้หน้านายทุนหรือผู้มีอำนาจ ต้องลงโทษหนัก ทั้งปรับทั้งจำทั้งรื้อทิ้งและให้ปลูกป่าทดแทน

Leave a Comment

*