ลาพักร้อน 4 วันที่ภาคอีสานของญี่ปุ่น

เส้นทางการเดินทาง 4 วันด้วยรถยนต์

Screen Shot 2560-03-26 at 2.18.46 PM

วันที่ 1 : วันแห่งเรื่องราว

มิ้นท์เดินทางออกจากกรุงเทพไฟล์ทกลางคืน มาถึงสนามบินฮาเนดะก็ตอน 6 โมงเช้า จากนั้นก็นั่งรถไฟจากสนามบินไปโตเกียวเพื่อขึ้นชินคันเซ็นจากโตเกียว (Tokyo) –  โคริยามะ (Koriyama) ใช้เวลา 1 ชั่วโมง จากนั้นก็นั่งรถไฟท้องถิ่นจากโคริยามะ (Koriyama)- ไอสึวากามัตสึ (Aizuwagamatsu) ใช้เวลา 1 ชั่วโมงเช่นกันค่ะ

พอออกจากสถานีก็เช่ารถเที่ยวกับไกด์สาวพร้อมคุณลุงคนขับ 1 คนที่ทาง JNTO (องค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น)จัดไว้ให้รถเช่าเหมาะกับการเดินทางเส้นนี้เพราะสะดวกรวดเร็วและถ้าเดินทางเป็นครอบครัวก็ราคาไม่แพงหากเทียบกับวิธีอื่นๆ

บริษัทให้เช่ารถที่ JNTO แนะนำ คือ : Toyota Rent A Car/ Nippon-Rent a Car/ Orix Rent A Car

เมื่อเก็บสัมภาระขึ้นหลังรถก็ได้เวลาเริ่มต้นการผจญภัยสนุกๆกับกิจกรรมรอบมืองไอสึวากามัตสึ โดยเริ่มต้นที่การกินก่อน


ร้านทากิโนะ (Takino)


ร้านอาหารแห่งนี้โด่งดังเรื่องการเสิร์ฟอาหารในกล่องไม้ที่เรียกว่าวัปปะ เมชิ(Wappa meshi) วัปปะ เมชิ  คือกล่องเบนโตะทำจากแผ่นไม้ซีดาร์กลิ่นหอมๆแผ่นเดียวที่ค่อยๆเอามาดัดเป็นวงกลม ด้านในบรรจุอาหารท้องถิ่นตามฤดูกาล โดยกล่องแบบนี้ใช้มานานถึง 600 ปี และเป็นที่นิยมมากในเขตจังหวัดฟุกุชิมะ

wappaII (1 of 1) wappa (1 of 1)


ปราสาทสึรุกะโจ (Tsurugajo)


ปราสาทซามูไรแห่งนี้ได้รับการก่อสร้างขึ้นมาใหม่ได้ 50 กว่าปีเพื่อแทนของเดิมที่ถูกทำลายโดยคงสถาปัตยกรรมดั้งเดิมเอาไว้ ด้านในปราสาทมีการเรื่องราวทางประวัติศาสตร์มาไว้ให้ผู้มาชมได้เรียนรู้

ปราสาท (1 of 1)

 


บ้านซามูไรบูเกะยาชิกิ อิชิกูโรเกะ (Aizu Bukeyashiki Samurai Residence)


บ้านซามูไรแห่งนี้มีชื่อเสียงมากที่สุดในคาคุโนะเดเตะ และยังมีความเก่าแก่ที่สุดถึง 400 กว่าปีภายในมีการจัดแสดงห้องต่างๆในบ้านเพื่อแสดงวิถีชีวิตในยุคก่อนแต่ที่น่าสนใจและเป็นไฮไลท์สำหรับตัวเอง คือ ห้องน้ำ ห้องน้ำของซามูไรโดยเฉพาะซามูไรระดับสูงจะมีขนาดใหญ่เพื่อป้องกันการโจมตีจากศัตรูไม่ให้ดาบหรือธนูผ่านเข้ามาถึงตัวตัวห้องน้ำไม่มีหลังคาเพื่อป้องกันการซุ่มโจมตีและที่น่าสนใจที่สุดคือกระบะทรายที่ตั้งอยู่ด้านล่างโถที่มีไว้เพื่อแยกเอาอุจาระไปตรวจหาโรคและวิเคราะห์สุขภาพ

บ้านซามูไร (3 of 4) บ้านซามูไร (2 of 4) บ้านซามูไร (1 of 4)

กิจกรรมที่น่ารักอีกอย่างในบ้านซามูไร คือ การระบายสีตุ๊กตาวัวแดง(Akabeko) ซึ่งถือเป็นเครื่องรางนำโชคสัญลักษณ์ของจังหวัดฟุกุชิมะตุ๊กตาวัวนี้ทำจากเปเปอร์มาเช่โดยแบ่งเป็นสองส่วนคือส่วนหัวและส่วนตัวที่แยกกันโดยส่วนหัวจะเป็นอิสระขยับขึ้นลงซ้ายขวาได้

วัวแดง (2 of 2)

หลังจากสิ้นสุดวันแล้ว พวกเรา 3 คนก็ขับขึ้นเหนือใช้เวลาชั่วโมงครึ่งไปที่เมืองโยเนซาวะ(Yonezawa) จังหวัดยามากาตะ(Yamagata) และพักกินอาหารเย็นที่ร้านเนื้อซึ่งเสิร์ฟเนื้อโยเนซาวะที่โด่งดังในแถบนี้


ร้านเนื้อเบโกยะ (Bekoya)


เนื้อ (1 of 2) เนื้อ (2 of 2)

วันที่ 2 : วันแห่งการผจญภัย

พวกเราขับรถขึ้นเหนือจากเมืองโยเนซาวะ(Yonezawaมาที่เมืองยามากาตะ (Yamagata) วันนี้มีกิจกรรมที่น่าตื่นเต้น 2 อย่าง คือ การเดินขึ้นบันได 1015 ของวัดริชชะกุจิ(Risshakuji Temple) และการไปเดินเล่นกับสุนัขจิ้งจอกที่ Zao Fox Village


วัดริชชะกุจิ (Risshakuji Temple)


วัดริชชะกุจิ(Risshakuji Temple) หรือมีชื่อเล่นกว่ายามาเดระ(Yamadera) ซึ่งแปลว่าวัดบนภู ที่มีชื่อเล่นนี้ก็เพราะว่าวัดแห่งนี้ตั้งอยู่บนภูเขาโฮจูซัน การเดินขึ้นไปชมความงามของวัดแห่งนี้จะต้องอาศัยความตั้งใจและขาที่แข็งแรงเพราะจะต้องเดินขึ้นบันไดหินทั้งหมด 1015 ขั้น

วัดยามาเดระมีอายุกว่า 1,000 ปี และถือเป็น 1 ในวัดที่สวยที่สุดของประเทศญี่ปุ่น นักกวีชื่อดังมัทสึโอะ บาโช ระหว่างที่เขาเดินทางรอบญี่ปุ่นเป็นเวลา 6 เดือน เขาได้มาที่นี่และได้แต่งกลอนไฮกุอันไพเราะเกี่ยวกับวัดแห่งนี้เอาไว้

อาสำเนียงเสียงจักจั่นดังก้องกังวาลกลางหมู่หินผา

วัดยามาเดระ (1 of 2) วัดยามาเดระ (2 of 2)

สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้เมื่อมาถึงวัดยามาเดระ คือ ความสงบเงียบ มีเพียงเสียงนกร้อง เสียงน้ำไหล เสียงหอบหายใจ เสียงจังหวะก้าวเคล้าเสียงลมดังหวีดหวิว และเมื่อขึ้นมาถึงขั้นที่ 700 กว่าๆจะมาถึงจุดชมวิว ซึ่งไม่ว่าใครก็ตามที่ได้มองภาพแนวทิวเขายาวสลับซับซ้อนสีขาว ได้ฟังเสียงแม่น้ำที่ไหลดังอยู่ด้านล่าง ก็จะช่วยให้ความเหนื่อยทั้งหมดอันตรธานไปได้


ราเมนคาโชคุเกตสึ


พักกินข้าวที่ร้านราเมน คาโชคุเกตสึ ซึ่งเป็นร้านดังของที่นี่ เมนูเด็ด คือ ราเมนเกี๊ยวกุ้ง กุ้งตัวใหญ่แผ่นเกี๊ยวเหนียวนุ่มละลายในปาก และที่สำคัญ คือ จะได้ถ่ายรูปคู่ท่านนายกเทศมนตรีด้วยล่ะ 😉

ราเมน (1 of 2) ราเมน (2 of 2)


Zao fox village


จากวัดพวกเราขับเข้าไปในเมืองเพื่อแวะกินราเมน ซึ่งเป็นอาหารขึ้นชื่อของจังหวัดยามากาตะ หลังจากนั้นก็ขับรถไป 1 ชั่วโมงก็จะถึงหมู่บ้านสุนัขจิ้งจอกซาโอะ(Zao Fox Village)

หมู่บ้านสุนัขจิ้งจอกเป็นสวนสัตว์ขนาดเล็กที่เน้นเรื่องสุนัขจิ้งจอกเป็นหลัก โดยมีสุนัขจิ้งจอกกว่า 100 ตัวจาก 6 สายพันธ์ุซึ่งปล่อยวิ่งเล่นอยู่ตามธรรมชาติ โดยก่อนเข้าไปจะมีเจ้าหน้าที่อธิบายกฏความปลอดภัย

จิ้งจอก (1 of 3)

“1. อย่ายื่นมือให้ เพราะสุนัขจิ้งจอกจะคิดว่ามือเราเป็นอาหารและงับเข้าให้

“2. ห้ามจับสุนัขจิ้งจอกเด็ดขาด

“3. อย่ามีสายรุงรังกับตัวที่แกว่งไปแกว่งมา

“4. ให้อาหารได้เฉพาะจุดที่จัดไว้ให้เท่านั้นขอให้สนุกค่ะ

เมื่อผ่านประตูเข้าไปด้านใน โอ้โห! สุนัขจิ้งจอกเยอะมาก ส่วนใหญ่ขดตัวนอนหลับยามบ่ายท่ามกลางเสียงฝนตกอย่างสบายใจ บางตัววิ่งไปวิ่งไป บ้างก็ส่งเสียงร้อง นักท่องเที่ยวเดินเล่นถ่ายรูปและให้อาหารได้ เวลาพวกมันมารออาหารตาแป๊วนี่น่ารักมากเลยค่ะ

นอกจากการเดินดูสุนัขจิ้งจอกแล้วที่นี่ยังมีกิจกรรมให้สัมผัสกับจิ้งจอกโดยนักท่องเที่ยวสามารถลองอุ้มสุนัขจิ้งจอกได้ด้วย

เย็นวันนี้พวกเราขับรถไปทางตะวันออก 1 ชั่วโมงมาพักที่เมืองมัทซึชิมะ(Matsushima) ซึ่งเป็นเมืองริมทะเล เพราะพรุ่งนี้จะไปล่องเรือ เย้!

วันที่ 3 : วันแห่งท้องทะเลและสายน้ำ


อ่าวมัทซึชิมะ(Matsushima)


มัทซุชิม่า (2 of 3) มัทซุชิม่า (1 of 3) มัทซุชิม่า (3 of 3)

จากที่พักเดินไปไม่นานก็ถึงอ่าวมัทซึชิมะ(Matsushima) ซึ่งถือเป็น 1 ในจุดชมวิว 3 แห่งที่สวยที่สุดในญี่ปุ่น เมื่อมองไปจะเห็นท้องทะเลสีฟ้าเข้ม มีเกาะเล็กเกาะน้อยกระจัดกระจายที่นอกจากจะสวยงามแล้วยังช่วยกระตุ้นจินตนาการให้นึกตามว่าหินก้อนนั้น คือ ปลาวาฬ หินคู่นี้ คือ หินแฝด นั่งมองนั่งคิด เพลินไม่น้อยทีเดียว

กิจกรรมที่นี่มีทั้งนั่งเรือชมวิว หรือนั่งเรือไปที่เมืองชิโอกามะ(Shiogama) เมืองท่าที่อยู่ห่างออกไป 50 นาทีที่มีตลาดอาหารทะเลสดขนาดใหญ่  หรือถ้าไม่อยากนั่งเรือก็สามารถเดินชมวิว พายคายัคบริเวณอ่าวก็ได้เช่นกัน


ร้านซูชิชิราฮาตะ (Sushi Shirahata )


จากท่าเรือของเมืองชิโอกามะ(Shiogama) พี่ซูซูกิก็พาไปกินอาหารกลางวันที่ร้านซูชิชิราฮาตะซึ่งเป็นชื่อดังของเมือง

โดยปกติร้านนี้ช่วงกลางวันจะมีคนมาต่อคิวเสมอเมนูอาหารเป็นซูชิสดใหม่มีทั้งปลาทูน่าชั้นดีหอยเชลล์ปลาไท่ไข่หอยเม่นและอื่นๆที่สดและอร่อยมาก

ซูชิ (1 of 1)


หุบเขาเกบิเค(Geibikei)


เมื่ออิ่มแล้ว เราก็ขับรถขึ้นเหนือไปอีก 1 ชั่วโมงไปที่เมืองอิจิโนะเซคิ(Ichinoseki) เพื่อไปล่องเรือท้องแบนเที่ยวที่หุบเขาเกอิบิเค(Geibikei) ซึ่งการล่องเรือจะใช้เวลาไปกลับประมาณ 90 นาทีโดยระหว่างทางจะเห็นลำธารใสแจ๋วหน้าผาสูงและเป็ดที่คอยว่ายตามเรือรอให้นักท่องเที่ยวโปรยอาหารให้และที่ปลายสุดทางของหุบเขาจะมีก้อนหินขนาดใหญ่รูปร่างเหมือนจมูกสิงโตโดยเชื่อว่าถ้าโยนหินก้อนเล็กๆเข้าไปตรงซอกหินที่อยู่ตรงนั้นได้จะเป็นโชคดี

เกอิบิ (1 of 3) เกอิบิ (3 of 3) เกอิบิ2 (1 of 1)

ตลอดทางจะมีไกด์ชาวญี่ปุ่นอธิบายข้อมูลเป็นภาษาญี่ปุ่น และระหว่างทางกลับคนเรือจะร้องเพลงแบบโบราณให้ฟังด้วย ไกด์เล่าว่าทิวทัศน์ของหุบเขาแห่งนี้สวยงามที่สุดในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสีในปลายเดือนตุลาคมต้นเดือนพฤศจิกายน


ร้านอาหารเซกิโนอิชิ (Sekinoichi)


ร้านอาหารเย็นวันนี้เสิร์ฟอาหารท้องถิ่นของอิจิโนะเซคิ(Ichinoseki) จังหวัดอิวาเตะ(Iwate) อาหารที่ห้ามพลาดของที่นี่คือหม้อไฟเทจูมิฮัทโตะนาเบะซึ่งเป็นหม้อไฟผักใส่แป้งแผ่นขาวที่จะฟูขึ้นเมื่อสุกกินนุ่มๆในปากและที่สำคัญคือน้ำซุบที่นี่อร่อยมากอีกอย่างหนึ่งที่หากินได้เฉพาะที่เมืองนี้คือจุนดะโมจิซึ่งทำมาจากถั่วเขียวบดรสชาติหวานนิดๆจะกินก่อนหรือหลังหม้อไฟก็ได้

และที่นี่ยังมีโรงหมักเบียร์ที่กวาดรางวัลมาทั่วญี่ปุ่นอีกด้วย
ร้านตอนเย็น (3 of 3)ร้านตอนเย็น (2 of 3)

วันที่ 4 กินก่อนกลับ


เมืองมรดกโลกฮิระอิซุมิ (Hiraizumi)


เช้าวันนี้พี่ซูซูกิพาไปที่วัด 2 แห่งที่มีชื่อเสียงที่นี่ คือ วัดชูซนจิ(Chusonji Temple) และวัดโมสึจิ (Motsuji Temple)

วัดชูซนจิโด่งดังจากวิหารคอนจิคิโดะ ซึ่งเป็นวิหารไม้ขนาดเล็ก ลงรักปิดทองทุกตารางนิ้ว เสาและแท่นบูชาของพระ Amida Nyorai ประดับด้วยลายไม้ที่แกะสลัก และการนำเปลือกหอยแวววาวมาทำลวดลาย ซึ่งถือเป็นงานฝีมือที่ปราณีตบรรจงมาก  วิหารแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกทางวัฒนธรรมจาก องค์กร Unesco ในปี 2011

วัด II (1 of 1)วัด III (1 of 1)

วัดโมสึจิ(Motsuji Temple) โดดเด่นที่สระน้ำขนาดใหญ่ ซึ่งสร้างตามแนวคิดทางพระพุทธศาสนาเชื่อว่าเป็นสวรรค์ของชาวพุทธ นอกจากจะสวยงามแล้วการเดินรอบบริเวณสระน้ำแห่งนี้สิ่งที่สัมผัสได้ คือ ความเงียบและความสงบลึกๆในใจอีกด้วย

วัด (1 of 1)


วังโกะโซบะ@ร้านยาบุย่า(Yabuya)


วังโกะโซบะ (Wanko-soba) เป็นอาหารท้องถิ่นของจังหวัดอิวาเตะ มีลักษณะการกินที่ไม่เหมือนใคร โดยโซบะจะถูกเสิร์ฟมาถ้วยเล็กๆจำนวนเส้นพอดี 1 คำทันที่ที่กินโซบะหมดพนักงานก็จะเทโซบะที่ลวกใหม่ลงในชามเก่าของเราทันทีโดยจะเทโซบะใส่ให้เรื่อยๆจนกว่าเราจะเอามือปิดถ้วย

ที่ร้านยาบุย่าแห่งนี้เปิดมาตั้งแต่ปี  1923 สถิติของผู้กินวังโกะโซะมากที่สุด คือ 264 ถ้วย

แต่โดยเฉลี่ยแล้วผู้หญิงกิน 30 ถ้วยและผู้ชาย 50 ถ้วย

สำหรับตัวเองถ้วยที่ 36 ก็จะปิดแล้ว  แต่ติดอยู่นิดหนึ่งตรงที่คุณป้าคนเท เขาเทเร็วกว่าที่เราปิด เลยกลายเป็นกินไป 40 ถ้วย

เรียกได้ว่าคลานออกจากร้านและขอไม่มองหน้าโซบะไปอีกสักพัก

wango soba (1 of 1)


เก็บสตรอเบอรี่ที่ทากาฮาชิ (Ichigo House Takahashi)


ที่นี่มีสตรอเบอรี่ให้เก็บกว่า 6 เดือนต่อปีตั้งแต่ช่วงธันวาคนจนถึงมิถุนายน สตรอเบอรี่ที่นี่เมื่อเก็บมาแล้วจะมีนมข้นหวานวางไว้ให้จิ้มกิน เปรี้ยวๆหวานๆอร่อยจนกินได้ไม่มีเบื่อเลย

สตรอ (2 of 2) สตรอเบอรี่ (1 of 1)


Miyazawa Kenji Dowamura Village of Fairy tales


เป็นหมู่บ้านแห่งนิทานที่สร้างตามจินตนาการของนักเขียนวรรณกรรมเด็กชื่อดังของญี่ปุ่นคุณมิยาซาวะ เคนจิ เมืองฮานามากิ (Hanamaki) จะมีทั้งห้องตุ๊กตาแมลงยักษ์ ห้องที่อยู่ในห้วงจักรวาลและท่ามกลางหมู่เมฆ เป็นเมืองเล็กๆที่ปลุกจินตนาการได้อย่างดี ถือเป็นกิจกรรมสุดท้ายที่ผ่อนคลายก่อนที่จะไปขึ้นรถไฟชินคันเซนกลับกรุงโตเกียว

อิมแมจิเน (1 of 1)

*******************************

และนี่คือการพักร้อน 4 วันเต็มๆที่ญี่ปุ่นกินของอร่อยได้ทำกิจกรรมหลากหลายและถือว่าได้พักผ่อนไปในตัว

สุดท้ายนี้ ขอบอกว่าอะริกะโตะ โกะไซอิมัสองค์การส่งเสริมการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น(JNTO) สำหรับการดูแลการเดินทางครั้งนี้ค่ะ

Logo_JNTO2

Related Posts:

Leave a Comment

*