เทือกเขาอัลไต: พิชิตทะเลสาบสีฟ้า

เริ่มต้นวันใหม่ด้วยการ ‘เถียง’

เสียงนาฬิกาปลุกดังขึ้นตอน 9.15 ฉันเดินออกมาก็เห็นคุณแม่กำลังพยายามตั้งเตาทำอาหาร ส่วนคุณพ่อกำลังพัดกองไฟ ฉันเดินเข้าไปช่วยหักกิ่งไม้แห้งใส่ลงไปในกองไฟบ้าง ช่วยคนอาหารในหม้อบ้าง หลังจากนั้นได้สัก 20 นาที อเล็กซ์ก็เดินออกมาจากเต็นท์ และแล้วการถกเถียงกันก็กลายเป็นฉากเริ่มต้นของวันใหม่…

“I don’t understand why we have to cook all the time. It’s better to travel alone.” อเล็กซ์เริ่มโวยวายแต่เช้า

แพทริคกับมิค่าคงถูกปลุกให้ตื่นด้วยบทสนทนาภาษารัสเซียที่โหวกเหวกลั่นเขา เพราะหลังจากการทุ่มเถียงเริ่มต้นไปได้สักพัก พวกเขาก็เดินหน้ามึนๆออกมาจากเต็นท์

จากการถามไปถามมาได้ความมาว่าทันย่าบอกว่าเวลามันสายไปแล้วที่จะเดินขึ้นไป Blue Lake เพราะคราวที่แล้วที่พวกเขามาพวกเขาใช้เวลาไป 12 ชั่วโมงเต็ม การเดินลงเขาตอนที่ฟ้ามืดนั้นอันตรายมาก

“I don’t understand. It’s better to travel by myself.” อเล็กซ์หัวฟัดหัวเหวี่ยงแล้วเดินหายไป

ฉันกับคู่เยอรมันมองหน้ากัน ฉันรู้สึกว่าบางครั้งการเถียงกันบ้างก็ไม่เป็นไรหรอก เพราะเราคิดเห็นต่างกัน แต่สุดท้ายมันควรจะต้องมีข้อสรุป แต่การเถียงกันเพื่อใส่อารมณ์แล้วสุดท้ายไม่ได้อะไรขึ้นมา ไม่ได้ทั้งข้อสรุปแถมเสียอารมณ์ ฟังแล้วก็เหนื่อยเหมือนกันนะ แล้วทีนี้จะเอายังไงกัน!

“Normally what we do is making a decision at night and the next day we follow. I don’t know what is going on here.” แพทริคพูดขึ้น

ฉันว่าการเอาคนรัสเซียกับคนเยอรมันมาเดินทางด้วยกันนี่เหมือนเอาคนที่ต่างกันสุดขั้วมาเจอกันเลยนะ ในขณะที่คนเยอรมันทุกอย่างจะต้องเป็นวิทยาศาสตร์ เน้นอุปกรณ์น้อยๆแต่ต้องดีๆ เช่น เสื้อหนาว หรือถุงนอนต้องเป็นแบบนี้แบบนั้น ทุกอย่างต้องมีการวางแผนล่วงหน้า แต่คนรัสเซียกลับตรงกันข้ามทุกอย่าง เสื้อผ้าขนมาเต็มไปหมด แผนการไม่มี ใช้ใจลุยไปข้างหน้า การดูพวกเขาใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันนั้นน่าสนใจไม่น้อย

ผ่านไปสักพักอเล็กซ์ก็เดินกลับมา เขาเข้าไปคุยกับพ่อแม่อีกครั้ง คุยกับอยู่พักหนึ่งแล้วสุดท้ายก็ได้ข้อสรุป

“We will leave in 20 minutes.” อเล็กซ์บอกพวกเรา

ในที่สุด…

 

 ปีนเขาด้วย ‘ใจ’

เราเริ่มออกเดินกันตอน 10 โมง 40 นาที คุณพ่อเดินนำพวกเราไปตามทางสายเล็กๆที่เลาะริมลำธารที่ไหลลงมาจากธารน้ำแข็งบนยอดเขา ผ่านทะลุป่าสนสลับพุ่มไม้เตี้ยๆ หลังจากเดินไปได้สักพัก ต้นไม้ทั้งยืนต้นทั้งไม้พุ่มก็หายไปเหลือเพียงแต่เนินเขาหินชันให้ป่ายปีนบริหารกล้ามเนื้อขา ยังจำได้ว่าตอนนั้นฝนเริ่มตกลงมาเบาๆ พวกเราไม่มีใครหยุดเดิน แต่ละคนเพียงแค่กระชับเสื้อกันฝนให้มิดชิดขึ้นเท่านั้น หลังจากเดินไต่ระดับความสูงขึ้นไปอีกสักพัก ฝนก็เริ่มตกหนักขึ้นเรื่อย กางเกงฉันเริ่มเปียกชื้น ฉันเลยตัดสินใจหยุดเดินเพื่อหยิบเอากางเกงรุ่นน้ำท่วมสีฟ้าสะท้อนแสงจากเมืองไทยออกมาใส่ และเอาเสื้อกันฝนสีฟ้าแบบหวานๆที่คุณแม่ให้มา มาใส่ทับเสื้อกันฝนสีแดงของฉันไว้อีกชั้นหนึ่ง นักเดินเขาที่ผ่านไปผ่านมาต่างเหลียวมองการผสมสีเสื้อผ้าบนตัวฉันจนคอแทบเคล็ด ก็ไม่น่าแปลกใจหรอกเพราะเสื้อผ้าที่ใส่อยู่ไม่ได้เหมาะกับการปีนเขาอะไรทั้งสิ้น ตอนนี้ฉันสนแค่ความอุ่นและความแห้งเท่านั้นพอ

6 first path 6 Blue lake rocky path

6 Blue lake Mint Top

ถึงแม้อุปกรณ์จะดูทุลักทุเลน่าสงสารไปบ้าง แต่ใจฉันเกินร้อยนะ

เมื่อผ่านด่านภูเขาหินและสายฝนมาได้ ต่อมาก็มาถึงด่านหิมะผสมแผ่นน้ำแข็ง ความยากของด่านนี้อยู่ตรงที่ว่าถ้าเดินเหยียบผิดที่ผิดทางไปนิดเดียว เท้าจะหายลงไปในหิมะทันที! พวกเราค่อยๆเดินตามรอยเท้าเก่าไป เพราะบริเวณดังกล่าวหิมะจะแน่นกว่าตรงอื่น เดินกันได้สักพักลูกเห็บก็เริ่มตกลงมา ช่วงที่ลมแรงๆแล้วลูกเห็บเม็ดเล็กๆพัดเข้าหน้า ฉันรู้สึกเหมือนผิวหน้าจะเป็นรู ผ่านลูกเห็บไปหิมะก็เริ่มตกลงมา พวกเราก้มหน้าก้มตาเดินกันไปตามทางอย่างระมัดระวัง เพราะไม่มีใครอยากพลาดเหยียบผิดที่ เพราะคงไม่มีอะไรแย่เท่ากับการเดินเท้าเปียกๆในเวลาที่อากาศหนาวแบบนี้

6 Blue lake snow path 6 Blue lake way

หลังจากผ่านด่านหิมะมาได้ ก็มาถึงด่านสุดท้ายซึ่งเป็นการปีนข้ามเนินหินเตี้ย มองดูแล้วเหมือนไม่น่าจะจาก แต่จริงๆแล้วหินก้อนเล็กๆเหล่านั้นหลวมมาก ทำให้เวลาทิ้งน้ำหนักลงไป กองหินจะไหลลงไปด้านล่างอย่างน่าหวาดเสียว

“Blue Lake is just behind these rocks.” อเล็กซ์แปลสิ่งที่คุณพ่อพูด

ได้ยินอย่างนั้นใจฉันก็ฮึดสู้ สองขาไม่หยุดก้าว ฉันใช้ทั้งสองมือสองเท้าค่อยๆกึ่งปีนกึ่งคลานขึ้นไป พอผ่านพ้นเนินหินไปแล้ว สิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้าคือกทะเลสาบสีฟ้าสลับกับแผ่นน้ำแข็งสีขาวสะอาดส่งประกายสะท้อนแสงแดดรอต้อนรับพวกเราอยู่

6 Blue lake little houseBlue Lake-2

“I did it! I did it!” ฉันยืนกระโดดตะโกนเสียงดังลั่นอยู่หน้าทะเลสาบ

พวกเราใช้เวลาเดินกัน 3 ชั่วโมง แต่ในความรู้สึกฉันมันเหมือนกับ 3 ปี พวกเราฝ่าฝน ลมแรง หิมะ ลูกเห็บ แดดออก เหงื่อออก หนาวสั่น ครบ! ฉันรู้สึกภูมิใจในตัวเองที่สามารถขึ้นมาได้ถึงตรงนี้ เพราะฉันไม่ใช่นักกีฬา กีฬาสองอย่างที่เล่น คือ โยคะและดำน้ำ ร่างกายของเรามักจะทำให้เราแปลกใจได้เสมอ

เช้านี้ตอนที่เดินขึ้นเขามา พวกเราได้เดินผ่านกลุ่มนักปีนเขากลุ่มหนึ่ง พวกเขามีอุปกรณ์ที่ครบครัน ทั้งเสื้อผ้ายี่ห้อแพงๆ ที่ช่วยเดิน รองเท้าปีนเขา มองดูแล้วน่าจะเป็นมืออาชีพ แต่พวกเรามารู้ทีหลังพวกเขาเลิกกลางทางไม่เดินขึ้นไปต่อเพราะสภาพอากาศไม่ดีพอ

ถ้าจะมานั่งคิดดูจริงๆแล้วความพร้อมของอุปกรณ์ก็คงสำคัญ แต่ฉันว่าความพร้อมของจิตใจน่าจะสำคัญกว่า หลายต่อหลายครั้งที่เมื่อมองไปรอบๆตัว เราอาจจะเห็นคนที่มีความพร้อมด้าน ‘อุปกรณ์’ มากกว่า แต่ ‘อุปกรณ์’ เหล่านี้ก็คงช่วยเราให้ไปได้ไกลไม่มากเท่าไหร่นักหรอก ถ้าหากว่าเราขาดแรงใจฮึดสู้ เปรียบแล้วก็เหมือนเรื่องกระต่ายกับเต่า กระต่ายมีอุปกรณ์ที่สร้างมาสำหรับให้วิ่งได้เร็ว ในขณะที่เต่ามีเพียงขาคู่สั้นๆ แต่ด้วยความที่ว่าเต่าไม่เคยหยุดเดิน ถึงจะช้าแต่ก็ไม่ถอย ในที่สุดมันก็เอาชนะกระต่ายที่มีอุปกรณ์ครบทุกอย่างเพื่อการแข่งขันครั้งนี้ การใช้ชีวิตของเราก็เหมือนกัน ถ้าเรามีเส้นชัยอยู่ข้างหน้า ฮึดสู้ไม่ยอมถอย เดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ ถึงจะช้าบ้างแต่เราไม่หยุดก้าว วันหนึ่งเราก็จะไปถึงจุดหมาย…

เส้นชัยในชีวิตจริงๆแล้วคงไม่มีใครรู้ว่าอยู่ที่ไหน แต่เราจะไม่มีวันรู้ถ้าเราหยุดเดิน…

วันนี้ฉันฝ่าฝน ลูกเห็บ หิมะ แนวหินชัน ฉันเหนื่อยอ่อน ขาสั่นไปหมด บางช่วงหมดแรงก้าว ก้าวสั้นบ้าง เดินช้าไปบ้าง แต่ฉันก็ไม่เคยคิดที่จะหยุด วันนี้ฉันเอาชนะตัวเองไปได้อีกนิดนึง และฉันเชื่อว่าฉันได้เอาตัวเองเข้าใกล้เส้นชัยได้อีกหน่อยนึงแล้ว

6 Blue lake Mint

**************

Related Posts:

7 comments on “เทือกเขาอัลไต: พิชิตทะเลสาบสีฟ้า

  1. เห็นด้วย ว่าทุกอย่างอยู่ที่ใจจริง ๆ อุปกรณ์เป็นแค่ตัวช่วยเท่านั้น
    แต่ตอนถึงปลายทางแล้วคงลืมความเหนื่อยล้าไปเลย

Leave a Comment

*