เทือกเขาอัลไต: เกือบจะถึง… แต่ยังไม่ถึง

สมาชิกใหม่

เสียงเปาะแปะของสายฝนที่ตกลงกระทบผืนผ้าใบของเต็นท์ปลุกฉันตื่นขึ้นมาแต่เช้า ความกังวลกลายเป็นความจริง ฝนตกลงมาแล้ว พวกเรารีบกระวีกระวาดวิ่งเก็บเต็นท์กันจ้าละหวั่น แต่หลังจากที่ทุกอย่างถูกม้วนเก็บใส่ถุงเรียบร้อย ฝนก็หยุดตกเอาดื้อๆ ฟ้ากลับมาสว่างสดใสอีกครั้ง ไม่รู้ว่าฉันยังมีโชคอยู่ หรือเทพเจ้าแห่งฟ้าฝนกำลังล้อฉันเล่นกันแน่

หลังกินอาหารเช้ากันเรียบร้อย สิ่งแรกที่ต้องทำ คือ การเอารถไปซ่อม รถคันนี้มีอายุยืนนานเกือบเท่าอายุฉัน รถโซเวียตนี่ทนนะ แค่เปลี่ยนนู่นนิดนี่หน่อยก็วิ่งปร๋อได้เหมือนเดิม

หลังจากซ่อมรถเสร็จ พวกเราขับกันต่อไปอีกหลายร้อยกิโลกว่าจะถึงปลายทางที่เมืองคูไร(Kurai) ที่นี่เรามาเจอกับแพทริคและมิค่า คู่รักชาวเยอรมันที่ไปนอนอยู่ที่บ้านของอเล็กซ์เมื่อสองอาทิตย์ก่อน พวกเขามีภารกิจปั่นจักรยานไปจนถึงมองโกเลีย!  สรุปแล้วว่าตอนนี้พวกเรามีกัน 6 คนที่จะไปพิชิตเทือกเขาอัลไต

4 Yellow Field on the way

4 road

ทิวทัศน์ระหว่างทาง

ในระหว่างที่ฉันยืนคุยกับมิค่าและแพทริค อยู่ดีๆอเล็กซ์ก็เดินมาพร้อมกับสีหน้าไม่สบอารมณ์แล้วพูดว่า

“They said it’s too late, they want to camp here tonight”

เรื่องของเรื่อง คือ ตอนนี้เป็นเวลา 5 โมงเย็นแล้ว และการจะเข้าไปถึงบริเวณที่ตั้งแคมป์สำหรับไปที่อัคตรูนั้นจะต้องต่อรถเข้าไปเกือบชั่วโมง และยังต้องเดินขึ้นเขาไปอีก 8 กิโลเมตร คุณพ่อกับคุณแม่เลยปรึกษากันว่าพวกเราน่าจะค้างคืนที่นี่กันวันนี้ เพราะตอนนี้ก็เย็นมากแล้ว แต่จะเป็นจะตายอย่างไรอเล็กซ์ก็ไม่ยอม และแล้วการ ‘เถียง’ ก็เริ่มต้นขึ้น ชาวต่างชาติ 3 คนอย่างพวกเรา ก็ปล่อยให้เจ้าถิ่นเขาเถียงกันไป ไม่ออกความเห็นใดๆ

หลังจากเถียงกันได้สักพัก มติก็เป็นเอกฉันท์ว่าพวกเราจะขึ้นไปเลยวันนี้ แล้วไปแคมป์กันระหว่างทาง ลุย!

ตอนนี้ขอให้นึกภาพการลำเลียงเอาของทุกอย่างออกจากรถและพยายามยัดลงไปในกระเป๋าเป้ใบใหญ่ 3 ใบ และเป้ใบเล็กอีก 2 ใบ แม้ว่าจำนวนกระเป๋าจะดูเยอะ แต่จำนวนของเยอะกว่ามาก ไหนจะเต็นท์ ถุงนอน รองเท้าหลายคู่ เสื้อผ้า อาหารสำหรับคน 6 คนตลอด 8 วัน แล้วยังมีหม้อไหจานชามช้อนส้อม แต่เชื่อหรือไม่ว่าหลังจากความพยายามอยู่ครึ่งชั่วโมง ทุกอย่างก็สามารถหายลงไปในกระเป๋าทุกใบราวปาฏิหาริย์

“This is a miracle” แพทริคพูดขึ้นมาหลังจากยืนมองดูกองข้าวของที่อันตรธานหายไป

พวกเราได้เช่ารถบรรทุกสมัยสงครามโลกจากคูไรไปยังจุดพักแรกโดยใช้เวลาราวๆ 40 นาที หลังจากนั้นเป้และสัมภาระต่างๆก็ถูกลำเลียงออกมาจากรถบรรทุกมาอยู่บนหลังของพวกเรา ยกเว้นแพทริกและมิค่าที่เอาสัมภาระทุกอย่างผูกติดไว้กับรถจักรยาน เอาล่ะ! จากตรงนี้พวกเราจะต้องเดินขึ้นเขาลงห้วยต่อไปอีก 8 กิโลเมตรกว่าจะถึงจุดตั้งแคมป์สำหรับการเริ่มต้นเดินขึ้นอัคตรู

A tank

4 the tank รถสีเขียว คือ รถถังที่ว่า ส่วนรถสีฟ้าๆ คือ รถของครอบครัว ส่วนเสื้อแดง คือ แพทริค

การเดินขึ้นเขา

8 กิโลเมตรกับการขึ้นเขาพร้อมกับน้ำหนักที่แบกไว้บนหลังนี่ไม่ง่ายเลย ฉันรู้สึกถึงไหล่ที่ปวดแปลบๆเป็นระยะ ไม่มีใครบ่นอะไรทั้งสิ้น เพราะต่างก็รู้ว่าทุกคนเหนื่อยเท่ากัน คุณพ่อเดินนำลิ่วๆไปข้างหน้าและหยุดพักรอพวกเราเป็นระยะๆ ฉันไม่รู้ว่าเขาทำได้อย่างไรเพราะตอนที่ฉันกับอเล็กซ์ช่วยกันยกเป้ขึ้นหลังคุณพ่อ บอกตรงๆว่าตกใจ เพราะกระเป๋าหนักมาก นึกว่าถ้าเอามาไว้บนหลังฉัน ฉันคงหงายหลังลมตึงลงไปเลย

คุณพ่อเป็นยอดมนุษย์ในสายตาของฉัน!

คนที่ช้าที่สุดและดูจะเหนื่อยที่สุดคงเป็นแพทริคและมิค่า ทั้งนี้เป็นเพราะว่าพวกเขาต้องเดินเข็นจักรยานขึ้นไปด้วย ด้วยความที่เส้นทางส่วนใหญ่เป็นเนินเขาชันสลับกับพื้นดินเละๆ และบางช่วงยังมีแอ่งน้ำขนาดใหญ่ขวางเป็นระยะๆ แค่เดินกระโดดไปกระโดดมากับน้ำหนักบนหลังว่ายากแล้ว การเดินไปพร้อมจักรยานที่แบกน้ำหนักของของที่นำมาด้วยขนาดนั้นยากกว่ามาก

4 Bridge

ตอนนี้เป็นเวลา 3 ทุ่มครึ่ง ผ่านไปแล้วสองชั่วโมงตั้งแต่เริ่มต้นออกเดิน ฟ้าเริ่มมืดลง ยุงฝูงใหญ่บินปาดซ้ายป่ายขวาส่งเสียงหึ่งๆอยู่เต็มไปหมด กฎของอเล็กซ์ คือ ห้ามฆ่าสิ่งมีชีวิตใดๆทั้งสิ้น ยุงก็ไม่ได้…

“Don’t kill them.” อเล็กซ์หันมาบอกหลังจากได้ยินเสียงดังเพี้ยะ

“Sorry! I will try my best. I just did it out of anger. They are everywhere!”

ฉันเป็นคนแพ้ยุง โดนกัดแต่ละครั้งนอกจากจะคันคะเยอไปหลายวัน บริเวณที่โดนกัดก็จะอักเสบด้วย แต่เอาล่ะ! ฉันจะพยายามไม่ฆ่ายุงเพื่อตอบแทนธรรมชาติ ตอบแทนที่ฝนยังไม่ตกลงมา ตอบแทนฟ้าที่ยังใส ฉันจะอดทนไม่ตบยุง ฉันจะปัดมันออกไปเท่านั้น อดทน!

ตลอดทางเดินฉันก็ปัดไป เป่าไป แต่ก็มีบางจังหวะที่แอบคว้ายุงมาไว้ในกำมือ ไม่ใช่ว่าไม่พยายาม แต่มันเป็นสัญชาตญาณล้วนๆ…

4 Crazy path

ในช่วงท้ายของการเดิน ฉันกับคุณแม่เดินนำทิ้งคนอื่นไว้ข้างหลัง พวกเราพยายามมองหาที่กางเต็นท์นอนสำหรับคืนนี้ คุณแม่ว่าพวกเราจะไม่เดินต่อเพราะตอนนี้เป็นเวลา 5 ทุ่มแล้ว ฟ้ามืดสนิท มองอะไรก็แทบจะไม่เห็น ใจฉันเต้นตึกตัก พวกเราช้ากันมาก 4 คนที่เหลือก็ไม่รู้หายไปอยู่ที่ไหน

“Alex! Ivan!” ฉันพยายามตะโกนเรียกพวกเขา แต่ตะโกนเท่าไรก็ไม่มีเสียงตอบ

“Should we wait or keep going?” ฉันหันไปถามคุณแม่

คุณแม่ไม่ตอบแต่สาวท้าวมุ่งหน้าเดินต่อไป เธอเดินต่อไปเรื่อยๆสายตาสอดส่ายมองหาที่เหมาะๆสำหรับกางเต็นท์ ฉันรู้สึกว่าเธอเป็นหญิงเหล็ก อายุขนาดนี้ เดินเยอะขนาดนี้ เป้หนักขนาดนี้ ฉันนับถือเธอจริงๆ!

หลังจากเดินต่อไปอีกสักพัก พวกเราก็มาหยุดยืนตรงแนวหญ้าแถวริมน้ำ คุณแม่เดินวนไปวนไป ครุ่นคิดพิจารณา แล้วสุดท้ายก็หันมาบอกฉันว่า

“It’s too wet.”

ในระหว่างที่พวกเราไม่รู้จะเอาอย่างไรกันดี ฉันหันไปเห็นคุณพ่อกับอเล็กซ์เดินส่องไฟมาแต่ไกล ฉันรู้สึกอุ่นใจมากขึ้น พวกเขาว่าแพทริคกับมิค่าตัดสินใจทิ้งจักรยานไว้ระหว่างทาง พวกเขาซ่อนจักรยานไว้ในป่า คุณพ่อกับอเล็กซ์ต้องกลับลงไปช่วยทั้งคู่ขนสัมภาระที่ผูกอยู่กับจักรยานขึ้นมา แต่ก่อนอื่นต้องหาที่กางเต็นท์ คุณพ่อเดินหาอยู่สักพักก็เจอที่เหมาะ ฉัน คุณแม่และอเล็กซ์ก็ช่วยกันลำเลียงของไปวาง

“My dad and I have to go back to help the Germans.” อเล็กซ์หันมาบอก

“Ok! We will set up the tents.”

ในความมืดกับไฟฉาย 1 กระบอก ฉันกับคุณแม่ก็ช่วยกันตั้งเต็นท์กันอย่างทุลักทุเล กว่าจะเสร็จพวกเขาทั้ง 4 คนก็เดินมาถึงพอดี หลังจากที่เต็นท์ 3 หลังตั้งอยู่เรียงกันเป็นที่เรียบร้อย พวกเราก็มานั่งตัวติดกันทานอาหารเย็น คืนนี้อากาศหนาว

อาหารค่ำวันนี้เป็นขนมปังกับแยมเบอรี่ที่มาจากสวนของที่บ้าน ทุกคนเหนื่อย ทุกคนหนาว ทุกคนหิว คืนนี้ฉันสลับเต็นท์กับอเล็กซ์ เขาจะไปนอนกับพ่อแม่ส่วนฉันนอนคนเดียว พวกเราเข้านอนกันตอนเที่ยงคืน…

 

มีความหนาวเป็นเพื่อน(ไม่ได้)นอน

ฉันรู้สึกได้ว่าอากาศรอบตัวหนาวขึ้นเรื่อยๆ นอกจากเต็นท์ของอเล็กซ์จะไม่ช่วยกันลมหรือกันหนาวใดๆ ถุงนอนของฉันก็ยังไม่หนาพอสำหรับหน้าร้อนของรัสเซีย ฉันนอนตัวสั่น พยายามลุกขึ้นมาออกกำลังกายให้อบอุ่น ฉันนอนกอดอกเอาไว้ พยายามทำทุกวิถีทางให้ตัวเองอุ่นที่สุด ฉันพลิกตัวแล้วพลิกตัวเล่า ลุกขึ้นมาหยิบเอากระเป๋าเป้มาวางไว้ข้างๆตัวเพื่อให้อุ่นขึ้น แต่ดูเหมือนว่าไม่ว่าจะทำอย่างไรก็ไม่สำเร็จ ฉันหนาว ฉันหยิบมือถือขึ้นดูเวลา ตอนนี้ตีสี่แล้ว อากาศหนาวขึ้นเรื่อยๆ หนาวจนถึงกระดูก ฉันเหนื่อยและง่วงมาก แต่ทำอย่างไรก็นอนไม่หลับ ฉันตัดสินใจลุกออกไปจากเต็นท์ไปเอาเสื้อหนาวอีกตัวที่อยู่ในกระเป๋า นี่คงจะช่วยฉันได้ แต่เมื่อฉันสอดตัวเองลงไปในชุดกันหนาวที่เหมือนชุดหมี ที่ได้มาจากคุณแม่ แต่ชุดมันเล็กไปมาก ทุกส่วนตึงไปหมด นอกจากไม่อุ่นแล้วเลือดยังไม่ไปเลี้ยงปลายขาด้วย ฉันนอนสั่นทั้งคืน หนาวจริงๆ ไม่เคยหนาวขนาดนี้มาก่อน ฉันเริ่มกังวลว่าฉันจะทำอย่างไรดี พวกเรายังต้องอยู่ที่นี่อีกตั้งหลายคืน หรือว่าฉันจะไม่ได้นอนเลย

สิ่งที่ฉันทำได้อย่างเดียว คือ นอนกอดอกเอาไว้ แล้วพยายามอดทน บอกกับตัวเองซ้ำๆว่าแค่นี้ไม่ตายหรอก

‘อดทนนะมิ้นท์’

4 Small Aktru at night

***********

Related Posts:

4 comments on “เทือกเขาอัลไต: เกือบจะถึง… แต่ยังไม่ถึง

Leave a Comment

*