กรุงซาราเยโว ความหลังแห่งสงคราม (6)

ตอน สงคราม

ฉัน: ม้ากินข้าวยัง อาม่าเป็นไงมั่ง มิ้นกำลังจะไปนอนละเนี่ย เหนื่อยมากวันนี้ พรุ่งนี้มิ้นไปซาราเยโวนะ ที่พักส่งให้ป๊าแล้วเรียบร้อย

แม่: มาเป็นชุด นี่ทำกับข้าวอยู่ อาม่าจะคุยด้วย รอแป็บนึง

อาม่า: เอ้อ เป็นไง

ฉัน: เรื่อยๆอ่ะม่า คิดถุงนะ สบายดีมั้ย

อาม่า: ดีๆ เอ้อ ไปละๆ

“มันพูดอะไรก็ไม่รู้ ลูกแกเพี้ยน” เสียงอาม่าแทรกเข้ามาทางโทรศัพท์

แม่: อาม่าแกหูไม่ค่อยดี เดี๋ยวชั้นไปผัดผักต่อละ พรุ่งนี้เดินทางดีๆล่ะ

 

ปล่อยให้ชะตานำพาฉันไป

รถทัวร์อีกแล้ว นั่งจนเบื่อ เฮ้อ…

วันนี้พอไปถึงโฮสเทล ก็ไม่ปรากฎสิ่งมีชีวิตใดๆเลย จนกระทั่งถึงตอนที่นั่งรื้อของอยู่บนเตียงนั่นล่ะ ประตูเปิดออกดังปัง หนุ่มตัวสูงปรี๊ดเดินนวยนาดเข้ามา เขาเหมือนตัวการ์ตูนไม่มีผิด

“Hey hey!! I’m Mike from Boston. Nice to meet you, roomy.” ไมค์ทักทายเสียงร่าเริง… มาก

“I’m Mint from Bangkok. Nice to meet you too.” ฉันตอบ

“I’m going to have lunch now with some people from the hostel. Wanna come?”

“Sure. Give me 5 minutes.” ฉันตอบตกลง ไม่ต้องกินข้าวคนเดียว ชอบอยู่แล้ว

ช่วงอาหารกลางวันไมค์เล่าให้ฟังเกี่ยวกับทัวร์ที่มีชื่อว่า Tunnel Tour จัดโดยคุณตาเจ้าของโฮสเทล เขายืนยันว่าฉันควรจะไป เขาว่าต้องมีคนอย่างน้อย 3 คนถึงจะจัด

ลุย! ภารกิจวันนี้ คือ หามนุษย์สองชีวิตที่จะไปกับฉัน

หลังจากกินอาหารกลางวันเสร็จ ฉันก็ขอตัวกลับก่อน อยากหา ‘แผน’ ให้ตัวเอง ด้วยความที่ฉันเพิ่งจะตัดสินใจเปลี่ยนแผนไปเมื่อวันก่อน ฉันจึงไม่มีข้อมูลอะไรเกี่ยวกับเมืองนี้เลย มีก็แต่ Tunnel Tour  เป็นที่ยึดเหนี่ยว

ภายในใจโหวงเหวง เหมือนสภาพโฮสเทลนอกฤดูกาล ณ เวลานี้

ร้าง… ทั้งจิตใจและสิ่งแวดล้อม

เหยื่อรายที่หนึ่งของ Tunnel Tour ถูกพบในห้องนั่งเล่น หนุ่มแบงค์ชาวอเมริกันกำลังนั่งดูอเมริกันฟุตบอลอยู่ตอนที่ฉันเดินเข้าไป ฉันถือวิสาสะขัดจังหวะและใช้ทักษะการเกลี้ยกล่อมที่ฝึกมาหลายต่อหลายครั้งตลอดทริปกล่อมเขา

“You should come with me. Mike, the tall guy from Boston, went with the tour this morning and he loved it. We will learn so much about Sarajevo in one day.”

“Ok.” ไคล์ตอบรับ

เฮ้ย! ง่ายจังแฮะ…

เย็นวันนั้นฉัน ไมค์ และไคล์ไปเดินเล่นกันในเมือง จุดมุ่งหมาย คือ ย่านตลาดเก่าของซาราเยโว (Bascarsija) ที่นี่ขายของฝาก ถ้วยชากาแฟ เสื้อผ้าและเครื่องประดับต่างๆ ทั้งยังมีร้านกาแฟและร้านอาหารหลายร้าน เดินสนุก! ฉันได้แม่เหล็กติดตู้เย็นติดไม้ติดมือกลับมาด้วย หึหึ!

ระหว่างทางไปตลาดพวกเราได้เดินเข้าไปในสุเหร่าประจำเมืองที่ชื่อ Gazi Husrev-beg Mosque ด้วย ด้านในเงียบดี ถ้าใครจะมาที่นี่ต้องแต่งตัวให้เรียบร้อย

เดินไปเดินมาไปฉันก็เจอเข้ากับกลุ่มสามหนุ่มสามมุมที่ไปทัวร์กับบ้าต้าด้วยกันที่มอสตาร์ พวกเขามากับคนกลุ่มใหญ่อีกกลุ่มหนึ่ง

เย็นนี้เลยกินข้าวกันแบบโต๊ะจีน!

อาหารท้องถิ่นที่นี่เป็นเนื้อล้วนๆ ไม่วัวก็แกะ แค่เห็นก็ท้องผูก เข้าแนวอร่อยปาก แต่ไม่สบายกระเพาะ

จานหลักที่มาแล้วไม่กินไม่ได้ คือ ‘Cevapcici’ ซึ่งก็คือเคบับสอดไส้ไส้กรอกที่ทำจากเนื้อบด ยิ่งถ้ากินกัับเบียร์ท้องถิ่น ‘Sarajevsko pivo’ อู้ยยย!

Cevapcici

สบาย…

มาถึงตอนนี้ก็จะหมดวันอยู่แล้ว ฉันยังหาเหยื่อรายที่สองที่จะไปกับทัวร์ไม่ได้ กลุ่มโต๊ะจีนบ้างก็ไปมาแล้ว บ้างก็อยากประหยัดเงิน ฉันเลยถือคติเดิมว่า ไม่เครียด ไปก็ไป ไม่ได้ไปก็ไม่ได้ไป

นอนดีกว่า…

 

Tunnel Tour ที่ฉันฝันถึง

ตื่นมาเช้าวันนี้ เอาไงดี? คนขาดไปหนึ่งคน

แต่เพราะฉันดวงดีหรืออะไรก็ไม่ทราบได้ เมื่อคืนตอนดึกมีคนเข้ามาพักใหม่หนึ่งคนถ้วน ฉันเจอเขาที่ห้องอาหาร คนนี้หล่อเฟี้ยวเลี้ยวฟ้าวสุดๆ เห็นหน้าปุ๊บเพลง ‘I knew you were trouble’ ของ Taylor Swift ดังขึ้นมาเลย แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น…

ประเด็น คือ เขากลายเป็นเหยื่อคนที่สองของฉัน โฮะ โฮะ โฮะ

ระหว่างที่เขานั่งโกยคอร์นเฟลกเข้าปาก ฉันก็นั่งจิบกาแฟอยู่ฝั่งตรงข้าม ชักชวน กล่อม หลอกล่อ ขอร้อง(อีกแล้ว)!

ภารกิจสำเร็จ เขาตกลงที่จะไป ครบ 3 คน! อยากจะกรีดร้องด้วยความดีใจ วันนี้ได้ไป Tunnel Tour!! วู้ว ฮู้ว โฮ้ว โอ้ว เย้!

ผู้นำทัวร์ คือ คุณลุงผมขาวจั๊ว ตัวเล็กนิดเดียว เขาเดินนำเราสามคนไปที่รถยนต์ส่วนตัวคันเล็กๆของแก สตาร์ทเครื่อง ออกเดินทาง!

เราเริ่มไต่ระดับขึ้นไปบนภูเขา ที่แรกที่คุณลุงจอดให้ลง คือ จุดชมวิว จากตรงนี้สามารถเห็นซาราเยโวได้ทั้งเมือง

ใหญ่กว่าที่ฉันคิด…

คุณลุงเล่าให้ฟังว่า ซาราเยโวเป็นเมืองที่ล้อมรอบด้วยภูเขาสูง ดังนั้นจึงมีสภาพเหมาะมากสำหรับสกี ขนาดที่ว่าในปี 1984 เมืองนี้ได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดงานโอลิมปิคฤดูหนาว แต่ได้อย่างก็ต้องเสียอย่าง ด้วยความที่สภาพภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงล้อมรอบ ในระหว่างช่วงสงคราม กรุงซาราเยโวจึงถูกพวกเซิร์บโจมตีได้อย่างง่ายดายโดยการปิดล้อมและยิงมาจากบนภูเขา

ระหว่างทางคุณลุงได้จอดรถให้ดูสภาพลู่สำหรับแข่งเลื่อนหิมะในช่วงโอลิมปิก (Olympic Bobsled Track) ที่ตอนนี้กลายเป็นซากสิ่งก่อสร้างพังๆ กราฟฟิตี้เพียบ สนิมปกคุลมแทบจะทุกตารางนิ้ว ฉันรู้สึกหวิวๆ ลองคิดดูนะว่า คนที่นี่ภูมิใจแค่ไหนตอนได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพจัดโอลิมปิก แต่ผ่านไปแค่ไม่ถึงสิบปี ทุกอย่างก็พัง…

Bobsled

Bobsled 2

สงคราม ฉันไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจ

ต่อจากนั้นพวกเราแวะกันที่สุสานชาวยิว ซึ่งถือว่าใหญ่เป็นอันดับสองในยุโรป รองจากกรุงปราก ที่นี่แบ่งเป็น 2 ฝั่ง ฝั่งนึง คือ สุสานของชาวยิวที่เกิดที่นี่ และอีกฝั่ง คือ พวกที่โดนขับไล่ออกจากสเปนช่วงปี 1492

ชาวยิมมาไกลมาก คนพวกนี้ก็น่าสงสาร ฉันเคยค้นคว้าเกี่ยวกับประวัติของชาวยิวในสเปน ช่วงที่ฉันทำทีสิส เฮ้อ… หดหู่

Cementary

ตลอดทางคุณลุงได้ชี้ชวนให้พวกเราดูตึกนู้นตึกนี้ จนกระทั่งมาถึงมุมถนนมุมหนึ่ง ที่นี่ไม่ได้รับการบันทึกในหนังสือประวัติศาสตร์เล่มไหน นอกจากในห้วงความทรงจำของคุณลุงคนนี้

คุณลุงเล่าว่าเขาเคยเป็นหนึ่งในทูตที่ทำหน้าที่ดูแลเจ้าหน้าที่ต่างประเทศที่เข้ามาประจำในซาราเยโวช่วงสงคราม วันหนึ่งเขาและคนขับรถขับผ่านมาทางนี้ ทันใดนั้นเองก็มีเสียงปืนดังขึ้นหลายนัด

รถของเขาถูกยิง!

เขากับคนขับรถรีบลงจากรถแล้ววิ่งหนีหาที่กำบัง ทั้งสองคนโชคดีที่รอดชีวิตและไม่ได้รับบาดเจ็บใดๆ

“Lots of people were not that lucky.” คุณลุงว่า

เขาว่าชีวิตที่ี่นี่ในช่วงสงครามก็เป็นแบบนี้ ทุกๆวันสไนเปอร์ชาวเซิร์บจะยิงลงมาจากบนภูเขา เป็นใครก็ได้ ยิงหมด ไม่เลือก หน้าต่างบานไหนที่หันออกไปทางภูเขาต้องถูกปิดไว้ ไม่อย่างนั้นอาจถูกลอบยิงเอาตอนไหนก็ได้ ส่วนพวกคนสำคัญที่อยู่ที่นี่ ก็ต้องย้ายที่อยู่ไปเรื่อยๆ เพราะถ้าพวกเซิร์บสืบรู้เมื่อไหร่ จรวดก็จะถูกยิงไปถล่มตึกนั้นทันที

“People were killed every single day…”

คุณลุงเล่าเรื่องไป ขับรถไป จนในที่สุดพวกเราก็มาถึง Tunnel หรือ อุโมงค์ลับในช่วงสงคราม (1992-1996) ซึ่งเป็นจุดหมายหลักของทัวร์นี้

อุโมงค์นี้ถูกสร้างขึ้นในปี 1993 เพื่อใช้เป็นเส้นทางขนส่งอาวุธ อาหาร น้ำ เสื้อผ้า ของใช้ และยา โดยเชื่อมระหว่างซาราเยโวที่ถูกกองทหารเซิร์บล้อมรอบไว้กับย่าน Dobrinja และ Butmir อุโมงค์นี้สร้างลอดใต้สนามบินที่ถูกเข้าควบคุมโดยทหารของสหประชาชาติ ในปัจจุบันปากทางเข้าอุโมงค์ด้านหนึ่งได้ถูกเปลี่ยนให้เป็นพิพิธภัณฑ์เพื่อให้คนทั่วไปได้เข้าชม

จากทางเข้าพวกเราเดินลอดอุโมงค์ยาวประมาณ 20 เมตร แคบมาก เตี้ยด้วย อึดอัดสุดๆ  นี่ขนาดแค่ 20 เมตร นึกภาพว่าสมัยนั้นคนที่นี่ต้องเดินผ่านอุโมงค์เดียวกันยาวเป็นกิโล ก้มตัวลากของหนักๆตลอดเวลา ไม่มีระบบระบายกาศใดๆทั้งสิ้น ทั้งยังต้องหายใจผ่านหน้ากากกันฝุ่น แถมช่วงฝนตกน้ำก็ท่วมอีก…

Tunnel

หนังชีวิต!

แต่ถ้าใครนึกไม่ออก ที่นี่ก็มีฉายหนังความยาว 18 นาทีให้ดู เกี่ยวกับสภาพบ้านเมืองช่วงสงคราม มีทั้งภาพจรวดที่ยิงถล่มตึกที่อยู่อาศัย ภาพการลำเลียงสิ่งของในอุโมงค์ และภาพหญิงชราตัวเล็กๆคนหนึ่งที่ยืนอยู่ปากอุโมงค์ถือแก้วน้ำแจกทหารที่เพิ่งเดินผ่านออกมา

ดูแล้วน้ำตาซึม…

 

เรื่องเล่าจากผู้รอดชีวิต

ตอนที่นั่งรอคุณลุงกินข้าว พวกเราสามคนก็ได้มานั่งคุยกับหนึ่งในคนเฝ้าอุโมงค์ เขาเป็นชายวัยกลางคนที่ชื่อของเขาฉันจำไม่ได้เสียแล้ว แต่เรื่องราวของเขานี่สิ ฉันจำได้ไม่ลืม

เขาว่าช่วงสงครามเขาเป็นหนึ่งในทหารที่ทำหน้าที่เฝ้าอุโมงค์นี้ วันหนึ่งระเบิด 1 ลูกตกลงมาตรงที่เขานั่งอยู่ตอนนี้ และฆ่าเพื่อนของเขาไป 3 คน ตัวเขารอดมาได้อย่างหวุดหวิด

เขาเล่าต่อว่าในเวลานั้น ทุกๆเช้าที่ตื่นมา เขาไม่รู้เลยว่าวันนี้เขาจะมีชีวิตรอดกลับบ้านไปหรือไม่

“Weren’t you scared? How could you live with it?” ฉันอยากจะรู้จริงๆว่าเขาอยู่ได้อย่างไร

“It wasn’t like you have choices. I just tried not to think about it and lived my life day by day. It could be anyone who died, me or a person next to me, and it could be anywhere, in this exact spot or at the corner of the street. I didn’t want to die but I wasn’t afraid of it either.”

“Life is uncertain.” เขาว่า

ใครๆก็พูดเสมอ แม้แต่ตัวฉันเองว่า ‘ชีวิตไม่เคยมีอะไรแน่นอน จะตายวันตายพรุ่งก็ไม่รู้’ แต่จะมีสักกี่คนที่เข้าใจประโยคนี้อย่างลึกซึ้ง ผู้ชายคนนี้คงเป็นหนึ่งในน้อยคนนั้น

ฉันจินตนาการไม่ออกว่าฉันจะรู้สึกอย่างไร ถ้าวันหนึ่งเกิดสงครามขึ้นมา ทุกๆวันมีคนเสียชีวิต   จนวันหนึ่งฉันชินชาไปกับมัน ความคิดที่ว่าฉันอาจจะตายที่ไหนก็ได้ วันไหนก็ได้กลายเป็นสิ่งใกล้ตัว ใกล้จนฉันเลิกคิดถึงมัน…

ฉันรู้สึกถึงความปวดร้าวในน้ำเสียงของเขา แต่ฉันคงพูดไม่ได้หรอกว่าฉัน ‘เข้าใจ’

ระหว่างทางกลับไปท่ีโฮสเทล ฉันนั่งคิดอยู่เงียบๆ ย้อนกลับไปเมื่อ 20 ปีก่อนฉันอยู่ที่ไหน  ฉันทำอะไรอยู่ ในขณะที่คนที่นี่ต้องเผชิญกับความโหดร้ายของสงคราม ฉันมองดูสภาพตึกรามบ้างช่องที่ยังมีรอยกระสุนอยู่เต็ม

Destroyed building

Bullet holes

…ร่องรอยสงครามที่ยังไม่จางหาย สงครามที่ฉันไม่มีวันเข้าใจ

 

ยิปซีที่(ไม่)รัก

จะว่ายังไงดีหล่ะ คืนนี้ตั้งใจกันว่าจะออกไปหาที่จิบเบียร์นั่งเล่นกันเสียหน่อย คนหนึ่งในกลุ่มดันร้องจะหยุดดูคนเล่นหมากรุกยักษ์ที่ Liberation Square เสียนี่ อ่ะ ดูๆ

คนแก่ทุกคนดูจริงจังกับการเล่น เล่นกันแบบเอาเป็นเอาตาย

นั่งเชียร์อยู่เพลินๆ ก็มีเด็กหญิงยิปซีหนึ่งคนเดินเข้ามาหาแล้วหัวเราะใส่หน้าฉันไม่หยุด

เตือนไว้นะ ต้องทำเฉยๆไว้ อย่าไปต่อกร นิ่งๆไว้

ถ้าถามว่าฉันทำได้มั้ย ตอบเลยว่าไม่ รำคาญ ฉันบอกนางให้ไปไกล แล้วหันไปบอกพ่อนางด้วยว่าให้เอานางไปไกลๆ

ผลที่ได้รับ…

นางเดินตามฉันตลอดครึ่งชั่วโมง วิ่งมาผลักฉันบ้าง วิ่งมาตะโกนใส่หน้าบ้าง คนที่มากับฉันพยายามทุกทางที่จะกันเธอออกไป… ไร้ผล

คนแถวนั้นบอกว่าเหตุผลที่นางทำแบบนี้ก็เพราะว่าอยากจะยั่วให้ฉันหรือคนในกลุ่มชกนางหรืออะไรสักอย่าง แล้วพ่อของนางก็จะโทรเรียกกลุ่มยิปซีเพื่อมารุมทำร้ายและขโมยของของพวกเรา เขาอยากให้พวกเราเป็นคนเริ่ม

ได้ยินเรื่องยิปซีมาเยอะ เจอเองก็บ่อย แต่คราวนี้เพลียจริงๆ เพลีย

คืนนั้นผ่านไปได้ด้วยดี เพราะพวกเรารีบหนีเข้าบาร์ แต่เรื่องมันยังไม่จบ…

เพลีย เพลีย และเพลีย

 

เมื่อเห็น ‘คน’ ไม่ใช่ ‘คน’ 

สายวันนี้ฉันออกไปเดินเล่นในเมือง จุดมุ่งหมาย คือ สะพาน ‘Latin Bridge’ และนิทรรศการภาพถ่าย ‘การสังหารหมู่ที่เซเบรนิกา’  (Srebrenica Massacre) ถ่ายโดยช่างภาพชาวบอสเนียน ชื่อ Tarik Samarah

Latin Bridge สำคัญอย่างไร?

สะพานที่ว่านี้ถือเป็นจุดกำเนิดของสงครามโลกครั้งที่ 1 ก็ว่าได้ เพราะเป็นจุดที่อาร์ชดยุกฟรันซ์ แฟร์ดีนันด์แห่งออสเตรียถูกลอบปลงพระชนม์ และหลังจากนั้นเพียงสองเดือน ออสเตรีย-ฮังการีได้ประกาศสงครามกับเซอร์เบีย

ฉันเดินข้ามไปข้ามมา 1 รอบ อืม… สะพานหิน

อาจเป็นเพราะฉันเกิดไม่ทันมั้ง ฉันเลยรู้สึกว่ามันไกลตัวไปมาก เลยไม่เกิดอารมณ์ร่วมอะไรใดๆ  พวกเราเลยเดินผ่านไปที่จุดหมายที่สองอย่างรวดเร็ว

ฉันเดินเข้าไปในนิทรรศการแบบไม่มีข้อมูล ฉันรู้แค่ว่ามันเกี่ยวกับการสังหารหมู่ในเมืองเล็กๆแห่งหนึ่งในบอสเนีย ภาพแต่ละภาพที่แขวนอยู่บนฝาผนังช่างชวนให้ขนลุก มีรูปผู้ชายหลายร้อยรูปเรียงเต็มผนังห้อง รูปโครงกระดูกหลายสิบรูป รูปขั้นตอนทางนิติเวชเพื่อระบุตัวตน รูปข้าวของเครื่องใช้เปื้อนดิน รูปคนหลายๆคนร้องไห้ข้างโครงกระดูก และอีกมากมาย

ฉันยังจำได้ดีว่าตอนนั้นอารมณ์จมดิ่ง อึดอัดใจอย่างบอกไม่ถูกกับภาพแต่ละภาพที่เห็น ยิ่งพอได้รับรู้เรื่องราวเต็มๆจากเจ้าหน้าที่สาวประจำนิทรรศการแล้ว ฉันก็ยิ่งสะเทือนใจ

เธอเล่าให้ฉันฟังว่า เมืองเซเบรนิกาเป็นเมืองที่อยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของบอสเนีย ต่อมาในปี 1993 เมืองนี้ได้ถูกประกาศให้เป็น ‘เขตปลอดภัย’ โดยอยู่ในความคุ้มครองของทหารสหประชาชาติ จึงไม่แปลกใจที่ชาวบอสเนียนจำนวนมากได้หลบหนีภัยสงครามเข้ามาอยู่ที่นี่ แต่แล้วในเดือนกรกฎาคม ปี 1995 กองกำลังเซิร์บได้บุกเข้ามา พวกทหารจับเอาผู้ชายและเด็กชายชาวมุลิมในเมืองมากกว่า 8,000 คนไปยิงทิ้ง ในขณะที่ทหารของสหประชาชาติได้แต่นิ่งเฉย

“They just stood there and did nothing to help us.” เธอบอกด้วยอารมณ์

 

6 UN

พวกเซิร์บโยนศพแต่ละศพลงไปในหลุมฝังขนาดใหญ่ ไร้ชื่อ ไร้ตัวตน ไม่มีการประกอบพิธีทางศาสนาใดๆ

เมื่อไหร่มนุษย์ถึงจะเรียนรู้ อดีตก็มีให้เห็น สงครามไม่เคยให้ประโยชน์อะไร ชีวิตหนึ่งชีวิตไม่ควรจะถูกพรากไปแบบนี้ แต่นี่ชีวิตเป็นพันๆ ทำไม?

ฉันเดินออกมา จิตใจหดหู่ ในช่วงเวลาสองสามวันนี้ ฉันได้รับรู้เรื่องราวความโหดร้ายของสงครามมากเกินไป…

ไม่ไหวแล้วจริงๆ

 

สงครามประสาท

ตอนบ่ายวันนี้กะว่าจะแวะดื่มให้ลืมเธอเสียหน่อย ดื่มกาแฟน่ะนะ เรื่องราวของสงครามมันล้นมาก ต้องการคาเฟอีนมาลบ

แต่ชีวิตมักไม่แน่นอน ทุกข์สุขไม่ค่อยจีรัง เพราะเดินไปเดินมาดั้นนนนนเดินไปเจอเข้ากับสาวยิปซีคนเดิม

เซ็ง!

นางเห็นฉันปุ๊บ จำได้ปั๊บ! เดินรี่เข้ามาเลย ไม่พูดพร่ำทำเพลง หัวเราะใส่หน้าฉันเหมือนเดิม คราวนี้ฉันรู้ทาง ไม่ต่อกร ไม่สู้ใคร เดินหนี

เมื่อเห็นฉันเดินหนี นางก็รีบเดินตามมาติดๆ ตามไม่ตามเปล่า เปิดกระโปรงฉันด้วย!

ย้าาาาาาาาาาากส์! โอ้ยยยยยยยยย! โกรธธธธธธธธธธ!

ฉันพยายามเดินไปตามร้านค้า เพื่อขอให้พวกเขาช่วย แต่พวกเขาก็ช่วยอะไรฉันไม่ได้ ตำรวจก็ไม่เห็นสักคน

ความอดทนฉันถึงขีดสุด ฉันหยิบกระเป๋าสตางค์ขึ้นมา เทเหรียญทุกสกุลที่มีใส่มือ แล้วปาใส่หน้านางเต็มแรง

“Go away!!” ฉันตะโกนใส่นาง

ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว นางก้มลงเก็บเหรียญ ฉันรีบเดินหนีมา มีเสียงคนคนหนึ่งด่าไล่หลังฉัน ว่าสิ่งที่ฉันทำไม่เหมาะสม

เออ! แล้วอะไรคือเหมาะสม พอกันที!

สงครามระหว่างฉันและนางยิปซีจบลง ไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ

…แต่ทำไมสงครามที่นี่ไม่จบลงแค่การปาเหรียญหรือการตะโกนใส่กัน

 

เมื่อฉันเพ้อ

พรุ่งนี้ตอนเช้าฉันจะต้องมุ่งหน้าไปซาเกร็บแล้ว กลับไปโครเอเชีย…

ทริปนี้เริ่มต้นดูเละๆเทะๆ งงๆลนๆ แต่หลังจากสิบกว่าวันผ่านไป เฮ้ย! ไม่ใช่แค่ทริปเที่ยวละ นี่คือทริปเปลี่ยนชีวิต สนุก สนุกมาก ได้เรียนรู้อะไรเยอะแยะ ได้เจอคนหลากหลายประเภท ดีมากดีน้อยผสมกันไป

เฮ้อ…

กลับไปโครเอเชียอีกครั้งไม่รู้จะเป็นยังไง จริงๆอยากไปเซอร์เบีย อยากจะรู้ว่าพวกเขามีเรื่องอะไรจะเล่าให้ฉันฟัง เสียดายที่วีซ่าทำยากมาก เลยจะมาเปลี่ยนแผนปุบปับก็ไม่ได้

เฮ้อ…

นี่จะเพ้อทำไมเนี่ย!!

นี่ เดี๋ยวก็ได้ไป Plitvice National Park ที่อยากจะไปแล้วนี่ไง

จะบ่นทำไม!!

พอ.

 

*********************

ที่พัก

Residence Rooms ที่ซาราเยโว คืนละ 25 คอนเวร์ทีบิลนามาร์คา (KM) ประมาณ 500 บาท เป็นห้อง 4 เตียง ตั้งอยู่ใจกลางเมือง เดินไปไหนมาไหนสะดวก ข้อเสียอย่างเดียวคือ ตึกที่อยู่ฝั่งตรงข้ามเป็นบาร์ บางครั้งอาจจะเสียงดังบ้างตอนกลางคืน นอกจากนั้นทุกอย่างไม่มีปัญหา ที่นี่มี Wi-Fi น้ำอุ่น อาหารเช้า ชากากาแฟฟรี มีบริการซักรีด แต่ดันไม่มีตู้เก็บของ เจ้าของโฮสเทลอาศัยอยู่ที่อพาร์ทเมนท์ด้านบน เรียกได้ตลอดเวลา ทีเด็ดของที่นี่ คือ Tunnel Tour นำเที่ยวโดยคุณตาเจ้าของโฮสเทล ห้ามพลาด!

 

สิ่งน่ารู้

  • สำหรับคนกลางคืน: ที่นี่มีผับและบาร์ให้เลือกเยอะ ปัญหาอย่างเดียวที่ฉันมี คือ ที่นี่อนุญาติให้สูบบุหรี่ข้างในได้ ต้องทำใจว่าต้องสระผมอย่างน้อยสองรอบก่อนจะนอนตอนกลางคืน
  • สำหรับคนชอบกินไอศครีม หวานๆ ครีมๆ นมๆ เหนียวๆ: ร้านไอศครีมอียิปต์ ซึ่งตั้งอยู่บนถนนเส้นหลักของเมืองเก่า ร้านจะเป็นร้านเล็กๆ ต้องมองหาดีๆ รสชาดที่แนะนำ คือ คาราเมล แต่ก็นั่นแหละ แล้วแต่คนชอบ
  • การป้องกันตัวเองจากยิปซี: อย่าสบตา อย่าให้เงิน อย่าพูดด้วย อย่าต่อกร เดินนิ่งๆผ่านเขาไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

การเงิน

  • 1 KM = 19.5 บาท

– ตั๋วรถทัวร์จากมอสตาร์ไปซาราเยโวราคา 17 KM บวกค่าวางกระเป๋าใต้ท้องรถอีก 1 KM มีทั้งวัน ใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงครึ่ง

  • ตั๋วรถไฟจากมอสตาร์ไปซาราเยโวราคา 10 KM มีสองรอบทุกวัน 7.54 และ 18.35 ใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงกว่าๆ เขาว่ากันว่าสองข้างทางสวยมาก ถืิอเป็นทางเลือกที่ดีกว่ารถทัวร์

– Tunnel Tour ราคา 15 ยูโร ราคาแลกเปลี่ยนที่โฮสเทล คือ 1 ยูโร ต่อ 2 KM

Related Posts:

One comment on “กรุงซาราเยโว ความหลังแห่งสงคราม (6)

  1. ผลพวงของสงคราม ไม่ว่าจะฝ่ายไหนก็ล้วนแต่เจ็บปวด 🙁 สันติภาพจากปลายปืน มันไม่ต่างจากการใช้กำลังห้ำหั่นกันเลยยย สุดท้ายก็ต้องตายกันไปข้างนึง นึกถึงเพลง Zombe ของ Dido ขึ้นมาทันที ขอบคุณน้องมิ้นท์ที่มาเล่าให้ฟังนะ เห็นภาพตัดสลับกันเลย20 ที่แล้วของเรา กับของคุณตา ในบัดดล

Leave a Comment

*